การวินิจฉัยผู้ป่วยจากดวงตา

      
    การวินิจฉัยอาการเจ็บป่วยของผู้ป่วย นอกจากการ
วินิจฉัยโดยการดูจากสีหน้าแล้ว ยังมีการวินิจฉัยอาการเจ็บ
ป่วยจากดวงตา จากการศึกษาของแพทย์จีนในสมัยโบราณ
พบว่า ผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุในขณะฝึกซ้อม
ศีลปะมวยจีน การต่อสู้ชกต่อย หรือการกระทบกระแทกจน
อวัยวะภายในได้รับบาดเจ็บ อาการบาดเจ็บของอวัยวะภาย
ในนั้นวินิจฉัยได้จากดวงตาของผู้ป่วยว่าอาการบาดเจ็บนั้น
เกิดขึ้นจากส่วนไหนของอวัยวะภายใน อาการหนัก หรือเบา
เป็นอาการที่เกิดขึ้นแบบเรื้อรัง หรืออาการนั้นเพิ่งเกิดขึ้นใหม่
แพทย์จีน ได้บันทึกจุดตำแหน่งต่างๆในดวงตาไว้ ซึ่งเปรียบ
เสมือนรหัส หากสามารถถอดรหัสนั้นได้ ก็จะสามารถวินิจ
ฉัยอาการของผู้ป่วยได้

       ในสมัยโบราณ อาจารย์ผู้ฝึกสอนศิลปะมวยจีนนั้นจะ
ต้องมีความรู้ความสามารถด้านการแพทย์จีนควบคู่ไปด้วย
และวิชาการวินิจฉัยผู้ป่วยด้วยการสังเกตที่ดวงตานี้ เป็นวิชา
ที่อาจารย์ผู้ฝึกสอนจะต้องเรียนรู้ เพื่อการบำบัดรักษาผู้ป่วย
ที่ได้รับบาดเจ็บจากการฝึกซ้อม หรือการต่อสู้ ในปัจจุบันนี้
ตำรา และวิชานี้แถบจะสูญหายไปจากวงการนี้ เพราะเป็น
วิชาที่ค่อนข้างจะห่วงแหนกันมาก ไม่ค่อยจะมีผู้ใดได้รับการ
สืบทอด ในอดีตหากมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้ และไม่
ทราบว่า ได้รับการกระทบกระเทือนส่วนไหนของอวัยวะภาย
ใน แพทย์ หรืออาจารย์ศิลปะมวยจีนผู้ทำการบำบัดรักษาให้
ก็จะต้องสังเกตดูที่ดวงตาเพื่อการตรวจวินิจฉัย จะได้ทราบว่า
อาการบาดเจ็บนั้นเกิดที่อวัยวะภายในใด

       ข้าฯได้เรียนวิชานี้จาก อากง และได้เก็บตำรานี้ไว้ ซึ่ง
ตลอดเวลาข้าฯไม่เคยคิดที่จะถ่ายทอดวิชานี้ให้แก่บุคคลใด
กระทั่งเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ข้าฯคิดที่จะนำวิชานี้ออกมา
สอนให้แก่ลูกศิษย์ที่มาเรียน ศิลปะมวยจีน เฮอลีชวน ข้าฯจึง
ได้นำตำราที่เก็บไว้ออกมาจัดทำเป็นรูปเล่มใหม่อีกประมาณ
20 เล่ม และได้นำออกจำหน่ายแก่ลูกศิษย์ที่สนใจศึกษา เพื่อ
เป็นคู่มือช่วยการสอน ในราคาเล่มละ 200 บาท หวังจะนำเงิน
ที่ได้จากการจำหน่ายตำราเล่มนี้ มาพัฒนาสำนักฯ เริ่มแรกได้
มีลูกศิษย์ซื้อไว้ 2-3 ท่านเท่านั้น ปรากฏมาทราบภายหลังว่า
มีลูกศิษย์ท่านหนึ่งได้ยุยงลูกศิษย์ท่านอื่นๆไม่ให้ซื้อตำราเล่ม
นี้ โดยตนเองได้นำตำราที่ได้ซื้อไป ไปถ่ายเอกสารและทำเป็น
เล่มแล้วจำหน่ายเสียเองในราคาที่ถูกกว่า จากสาเหตุนี้เอง ทำ
ให้ข้าฯเลิกล้มความตั้งใจ ที่จะเผยแพร่วิชานี้อีก ตำราที่เหลือ
ข้าฯเจ้าได้ทำลายทิ้งทั้งหมด คงเหลือแต่ภาพวาด ซึ่งข้าฯได้
วาดไว้เมื่อประมาณ 40 ปีก่อน

       ปัจจุบันนี้ ข้าฯได้ทำเว็บไซด์นี้ เพื่อเผยแพร่ ศิลปะการ
ต่อสู้ป้องกันตัว เฮอลีชวน จึงคิดที่จะนำวิชานี้ออกเผยแพร่ให้
ชนรุ่นหลังที่สนใจได้ทำการศึกษาค้นคว้าต่อไป ถึงแม้ว่าวิชา
การวินิจฉัยผู้ป่วยด้วยการสังเกตดวงตานี้จะค่อนข้างยาก ซึ่ง
ต้องอาศัยความรู้ ความชำนาญ และประสบการณ์ก็ตาม แต่
ถ้าหากมีผู้สนใจที่จะศึกษาค้นคว้า วิชานี้ก็จะยังคงอยู่สืบไป

       การตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยจากดวงตานี้ แพทย์จีนในสมัย
โบราณได้ศึกษาค้นคว้าพบว่า ในดวงตาบริเวณรอบๆตาขาว
นั้น มีจุดกำหนดตำแหน่งของอวัยวะภายในไว้ ซึ่งผู้ที่ศึกษา
เรียนรู้จนเกิดความชำนาญแล้ว สามารถใช้จุดตำแหน่งเหล่า
นี้ ในการวินิจฉัยผู้ป่วยที่ได้รับการถูกกระทบกระแทก ถูกชก
ต่อย หรือถูกตีสกัดจุดว่า อวัยวะภายในส่วนใดได้รับการบาด
เจ็บ สมัยราชวงศ์หมิง หลี่สือเจิน ซึ่งเป็นแพทย์จีนที่มีชื่อเสียง
ในสมัยนั้น ได้กล่าวไว้ว่า "ดวงตาเปรียบเสมือนหน้าต่างของ
สุขภาพร่างกาย และจิตใจ" ถ้าหากสุขภาพร่างกายสมบูรณ์ดี
แววตาจะมองดูสดใส และหากจิตใจดีมีเมตตาธรรม แววตา
ก็จะแสดงความเป็นมิตรน่าคบค้าสมาคมด้วย แพทย์จีนได้
กำหนดจุดรอบดวงตาบอกตำแหน่งอวัยวะภายในไว้ 12 จุด
ดังภาพประกอบดังนี้


        


ภาพแสดงจุดบอกตำแหน่งอวัยวะภายใน

       จากภาพข้างต้นนี้ จะเห็นได้ว่า มีจุดแสดงรอบดวงตา
ทั้งหมด 12 จุด แต่ละจุดบอกตำแหน่งอวัยวะภายใน ตำรา
ได้กล่าวไว้ว่า จุดบอกตำแหน่งอวัยวะภายในที่เห็นนี้หากมี
เส้น (เส้นเลือดฝอย) วิ่งพาดจากใต้หนังตามาทับจุดตำแหน่ง
ของอวัยวะใด อวัยวะนั้นจะต้องได้รับการถูกกระทบกระแทก
ให้ได้รับบาดเจ็บ และอาการบาดเจ็บนั้นจะหนัก เบา หรือเป็น
มานานจนเป็นเรื้อรังหรือไม่ ขึ้นอยู่กับ สีของเส้นที่ปรากฏให้
เห็น โดยปกติ บริเวณตาขาวจะมีเส้นเลือดฝอยปรากฏให้เห็น
มากมายอยู่แล้ว แต่เส้นที่ปรากฏตามที่ได้กล่าวมาข้างต้นนี้
จะเห็นได้เด่นชัดกว่า แพทย์จีนสมัยโบราณ จึงได้กำหนดสีที่
ปรากฎบนเส้นดังนี้

       1. สีแดงสด หมายถึง เพิ่งได้รับการบาดเจ็บ อาการ
จะไม่หนัก รักษาได้ไม่ยาก หากได้รับการบำบัดรักษาที่ถูก
ต้องแล้ว อาการเจ็บป่วยนั้นจะหายได้เป็นปกติอย่างรวดเร็ว
       2. สีแดงปนเขียว หรือสีน้ำตาล (สีพกช้ำ) หมายถึง
อาการหนักกว่าเส้นที่มีสีแดงสด จะมีอาการอ่อนเพลีย ไม่มี
เรี่ยวแรง มีเสมหะมาก หากรักษาอย่างถูกวิธีอาการเจ็บป่วย
จะหายได้เป็นปกติ
       3. สีเขียวเข้ม หมายถึง อาการหนัก และเป็นมานาน
พอสมควร โดยไม่ได้รักษา หรือรักษาไม่ถูกวิธี จะมีอาการ
ปวดกล้ามเนื้อ เส้นเอ็นตามร่างกาย และมีอาการเจ็บภายใน
เป็นพักๆ เช่น เจ็บในทรวงอก บริเวณช่องท้อง หรือช่องอก
ด้านหลัง การรักษาอาจนานกว่าที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น แต่
ถ้าหากได้รับการรักษาที่ถูกวิธี อาการเจ็บป่วยก็จะหายได้
       4. สีดำ หมายถึง อาการหนักมาก และอาจเป็นมา
นานจนกลายเป็นเรื้อรัง การรักษาค่อนข้างยากมาก อาการ
เจ็บป่วยของอวัยวะภายในนั้นอยู่ลึก การรักษาต้องใช้เวลา
นาน หากได้แพทย์ผู้ชำนาญก็จะรักษาให้หายได้
       5. เส้นพาดผ่าน 2 เส้น ทับจุดตำแหน่ง 2 จุด แล้วมา
เชื่อมติดต่อกัน หมายถึงอาการเจ็บป่วยนั้น อยู่ลึก และมีการ
บาดเจ็บของอวัยวะภายในตั้งแต่ 2 ส่วนขึ้นไป การรักษาค่อน
ข้างยาก ต้องอาศัยแพทย์ที่ชำนาญ
       6. เส้นที่วิ่งพาดทับจุดตำแหน่งใดก็ตามแล้ววิ่งเลยมา
ที่ลูกตาดำ อาการนั้นหนักมาก ยากต่อการที่จะบำบัดรักษา
ให้หาย

       จากที่ได้กล่าวมาข้างต้นนี้ ข้าฯได้วาดเป็นภาพแผน
ภูมิ ซึ่งภาพนี้ได้วาดไว้เมื่อประมาณ 40 ปีก่อน และได้นำลง
ไว้เป็นภาพประกอบ เพื่อให้ง่ายแก่การศึกษาค้นคว้าดังนี้


                


ภาพแสดงเส้นพาดผ่านทับจุดตำแหน่งอวัยวะภายใน

       ภาพที่เห็นนี้เป็นภาพรวม เพื่อให้เห็นลักษณะของเส้น
ที่พาดผ่านไปทับจุดตำแหน่งอวัยวะภายใน ซึ่งดูแล้วอาจจะสับ
สน ข้าฯจึงได้แยกภาพดวงตาทั้งหมดออกเป็น 14 ภาพ เพื่อจะ
ได้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น และจากที่ได้เคยกล่าวไว้ในเรื่องของ
การไหลเวียนของพลังโลหิตตามยามเวลา จะเห็นได้ว่า เรื่อง
ของการวินิจฉัยผู้ป่วยจากดวงตานี้ ก็ต้องนำเรื่องยามเวลาเข้า
มาร่วมในการวินิจฉัยด้วย เพราะว่า หากเส้นที่วิ่งพาดผ่านไป
ทับจุดแสดง ตำแหน่งอวัยวะภายในใดแล้ว เมื่อถึงยามเวลา
ตามที่ได้กำหนดไว้ เส้นดังกล่าวจะเห็นได้เด่นชัดขึ้นกว่าปกติ
ซึ่งผู้ที่สนใจจะต้องศึกษาหาประสบการณ์ด้วยการสังเกตจาก
ผู้ป่วย และศึกษาจดจำภาพดวงตาต่อไปนี้ ที่แสดงเป็นตัวอย่าง
ไว้ให้แม่นยำดังนี้

     
 ยาม อิ๋น 03.00 น. - 04.59 น.

               

       พลังโลหิตไหลเวียนสู่ เส้นปอด โส่วไท่หยินเฟ่ยจิง
(The lung channel of hand - Tai yin) เส้นที่พาดผ่านทับ
จุดตำแหน่งปอด หมายถึง อาการเจ็บป่วยนั้นเกิดที่ปอด และ
เมื่อถึงยาม อิ๋น เส้นที่เกิดขึ้นจะเห็นเด่นชัดกว่าปกติ

      
ยาม เหม่า 05.00 น. - 06.59 น.

               

       พลังโลหิตไหลเวียนสู่ เส้นลำไส้ใหญ่ โส่วหยางหมิง
ต้าฉังจิง (The large intestine channel of hand - Yang ming)
เส้นที่พาดผ่านทับจุดตำแหน่งลำไสใหญ่ หมายถึง อาการเจ็บ
ป่วยนั้นเกิดที่ลำไส้ใหญ่ และเมื่อถึงยาม เหม่า เส้นที่เกิดขึ้นจะ
เห็นเด่นชัดกว่าปกติ

      
ยาม เฉิน 07.00 น. - 08.59 น.

                

       พลังโลหิตไหลเวียนสู่ เส้นกระเพาะอาหาร จู๋หยางหมิง
อุ้ยจิง (The stomach channel of foot - Yang ming) เส้นที่
พาดผ่านทับจุดตำแหน่งกระเพาะอาหาร หมายถึง อาการเจ็บ
ป่วยนั้นเกิดที่กระเพาะอาหาร และเมื่อถึงยาม เฉิน เส้นที่เกิด
ขึ้นจะเห็นเด่นชัดกว่าปกติ

      
ยาม ซื่อ 09.00 น. - 10.59 น.

               

       พลังโลหิตไหลเวียนสู่ เส้นม้าม จู๋ไท่หยินผีจิง (The
spleen channel of foot - Tai yin) เส้นที่พาดผ่านทับจุด
ตำแหน่งม้าม หมายถึง อาการเจ็บป่วยนั้นเกิดที่ม้าม และ
เมื่อถึงยาม ซื่อ เส้นที่เกิดขึ้นจะเห็นเด่นชัดกว่าปกติ

      
ยาม อู่ 11.00 น. - 12.59 น.

               

       พลังโลหิตไหลเวียนสู่ เส้นหัวใจ โส่วเส้าหยินซินจิง
(The heart channel of hand - Shao yin) เส้นที่พาดผ่าน
ทับจุดตำแหน่งหัวใจ หมายถึง อาการเจ็บป่วยนั้นเกิดที่หัวใจ
และเมื่อถึงยาม อู่ เส้นที่เกิดขึ้นจะเห็นเด่นชัดกว่าปกติ

      
ยาม อุ้ย 13.00 น. - 14.59 น.

               

       พลังโลหิตไหลเวียนสู่ เส้นลำไส้เล็ก โส่วไท่หยางเสี่ยว
ฉังจิง (The small intestine channel of hand - Tai yang)
เส้นที่พาดผ่านทับจุดตำแหน่งลำไส้เล็ก หมายถึง อาการเจ็บ
ป่วยนั้นเกิดที่ลำไส้เล็ก และเมื่อถึงยาม อุ้ย เส้นที่เกิดขึ้นจะ
เห็นเด่นชัดกว่าปกติ

      
ยาม เซิน 15.00 น. - 16.59 น.

               

       พลังโลหิตไหลเวียนสู่ เส้นกระเพาะปัสสาวะ จู๋ไท่
หยางผังกวงจิง (The urinary bladder channel of foot -
Tai yang) เส้นที่พาดผ่านทับจุดตำแหน่งกระเพาะปัสสาวะ
หมายถึง อาการเจ็บป่วยนั้นเกิดที่กระเพาะปัสสาวะ และ
เมื่อถึงยาม เซิน เส้นที่เกิดขึ้นจะเห็นเด่นชัดกว่าปกติ

      
ยาม อิ่ว 17.00 น. - 18.59 น.

              

       พลังโลหิตไหลเวียนสู่ เส้นไต จู๋เส้าหยินสั้นจิง (The
kidney channel of foot - Shao yin) เส้นที่พาดผ่านทับ
จุดตำแหน่งไต หมายถึง อาการเจ็บป่วยนั้นเกิดที่ไต และ
เมื่อถึงยาม อิ่ว เส้นที่เกิดขึ้นจะเห็นเด่นชัดกว่าปกติ

      
ยาม ซวี 19.00 น. - 20.59 น.

              

       พลังโลหิตไหลเวียนสู่ เส้นเยื่อหุ้มหัวใจ โส่วเจวี๋ยหยิน
ซินเปาจิง (The pericardium channel of hand - Jue yin)
เส้นที่พาดผ่านทับจุดตำแหน่งเยื่อหุ้มหัวใจ หมายถึง อาการ
เจ็บป่วยนั้นเกิดที่เยื่อหุ้มหัวใจ และเมื่อถึงยาม ซวี เส้นที่เกิด
ขึ้นจะเห็นเด่นชัดกว่าปกติ

      
ยาม ไฮ่ 21.00 น. - 22.59 น.

              

       พลังโลหิตไหลเวียนสู่ เส้นสามส่วน โส่วเส้าหยาง
ซันเจียวจิง (The Sanjiao channel of hand - Shao yang)
เส้นที่พาดผ่านทับจุดตำแหน่งเส้นสามส่วน หมายถึง อาการ
เจ็บป่วยนั้นเกิดที่เส้นสามส่วน และเมื่อถึงยาม ไฮ่ เส้นที่เกิด
ขึ้นจะเห็นเด่นชัดกว่าปกติ

      
ยาม จื่อ 23.00 น. - 24.59 น.

              

       พลังโลหิตไหลเวียนสู่ เส้นถุงน้ำดี จู๋เส้าหยางตั่นจิง
(The gall bladder channel of foot - Shao yang) เส้นที่
พาดผ่านทับจุดตำแหน่งถุงน้ำดี หมายถึง อาการเจ็บป่วย
นั้นเกิดที่ถุงน้ำดี และเมื่อถึงยาม จื่อ เส้นที่เกิดขึ้นจะเห็น
เด่นชัดกว่าปกติ

      
ยาม โฉ่ว 01.00 น. - 02.59 น.

              

       พลังโลหิตไหลเวียนสู่ เส้นตับ จู๋เจวี๋ยหยินกันจิง
(The liver channel of foot - Jue yin) เส้นที่พาดผ่าน
ทับจุดตำแหน่งตับ หมายถึง อาการเจ็บป่วยนั้นเกิดที่ตับ
และเมื่อถึงยาม โฉ่ว เส้นที่เกิดขึ้นจะเห็นเด่นชัดกว่าปกติ


              

        เส้นพาดผ่าน 2 เส้น ทับจุดตำแหน่ง 2 จุด แล้วมา
เชื่อมติดต่อกัน อาการเจ็บป่วยนั้นเกิดจากอวัยวะภายใน
ได้รับการบาดเจ็บพร้อมกันตั้งแต่ 2 ส่วนขึ้นไป เส้นที่เกิด
ขึ้นจะเห็นเด่นชัด

               

       เส้นที่วิ่งพาดทับจุดตำแหน่งใดก็ตามแล้ววิ่งเลยมา
ที่ลูกตาดำ แสดงถึงอาการเจ็บป่วยของอวัยวะภายในนั้น
อยู่ลึกมาก ยากต่อการรักษา เส้นที่เกิดขึ้นจะเห็นเด่นชัด

       ผู้มีความรู้ทางด้านศิลปะการต่อสู้ศิลปะการต่อสู้ป้อง
กันตัว (มวยจีน) ในสมัยก่อนจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้
เรื่องการบำบัดรักษาตามที่ได้กล่าวไว้ตั้งแต่ต้น เพราะหากนำ
ศิลปะการต่อสู้ที่ตนเองได้เรียนรู้มา ไปทำร้ายผู้อื่นจนได้รับ
บาดเจ็บ ไม่ว่าจะเพื่อการป้องกันตัว หรือไม่ก็ตาม เมื่อผู้ที่ได้
รับบาดเจ็บมาขอให้ช่วยบำบัดรักษา จะต้องรีบทำการบำบัด
รักษาให้ มิเช่นนั้นแล้ว สังคมจะตำหนิได้ เพราะสังคมวงการ
ศิลปะมวยจีนได้ยึดถือเป็น สัจจะ จรรยาบรรณ และชาวจีน
ทุกคนเชื่อว่า ผู้ที่เรียนผูกได้ ก็จะต้องแก้ได้เช่นกัน

 


                            
 อาจารย์ เกรียงไกร เถลิงพล ( ลี )