การปักเข็ม

 

        การปักเข็มรักษาโรคเป็นวิธีการรักษาโรค ของแพทย์แผนโบราณจีน สืบเนื่องกันมาหลายพันปี ในตำรา "เน่ยจิง" ซึ่งเป็นตำราแพทย์แผนโบราณจีน ได้มีการบันทึกทฤษฎีการปักเข็มไว้ และต่อมาบันทึกนี้ ได้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาวงการแพทย์แผนจีน อย่างมากตราบจนปัจจุบัน

        ในประเทศจีน การปักเข็มได้รับความนิยม อย่างมาก และได้รับการพัฒนาผสมผสานรักษาร่วม ระหว่างแพทย์แผนโบราณจีน กับ แพทย์แผนปัจจุบัน อย่างได้ผล จนเป็นที่นิยมของนานาประเทศทั่วโลก

        การรักษาโรคด้วยการปักเข็มนั้น สิ่งที่สำคัญ คือ เครื่องมือเครื่องใช้ที่ใช้ในการปัก ซึ่งได้เปลี่ยนแปลง ไปตามยุคตามสมัย เริ่มจากการใช้หินทำเป็นเข็มในอดีต จนมาเป็นโลหะ เช่น เงิน ทอง และเหล็กในปัจจุบัน

เข็มที่ใช้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมี 9 ชนิด ดังนี้

        1. เซี่ยมจำ เข็มชนิดนี้มีลักษณะหัวโต ปลายแหลมคล้าย หัวธนู ยาวประมาณ 1.6 นิ้ว ใช้สำหรับกรีดผิว หนังให้เป็นแผลตื้นๆ เพื่อให้เลือดออก และเพื่อ ลดความร้อน เช่น เป็นไข้ตัวร้อน

        2. อี่จำ เข็มชนิดนี้มีลักษณะปลายเข็มกลมคล้ายสาก ไม่แหลมคม ยาวประมาณ 1.6 นิ้ว ใช้สำหรับ นวดตามจุด เพื่อให้เลือดลมเดินสะดวก และไม่ เป็นอันตรายต่อกล้ามเนื้อ

        3. สี่จำ เข็มชนิดนี้มีลักษณะปลายเข็มไม่แหลมคล้าย ฝักข้าวโพด ยาวประมาณ 3.5 นิ้ว ใช้สำหรับกด ตามเส้นโลหิต ไม่ได้ปักเข้าไปในผิวหนัง

        4. ฮงจำ เข็มชนิดนี้มีลักษณะปลายแหลมยาวเป็นรูป สามเหลี่ยม มีร่องคล้ายกับเหล็กขูดช๊าฟ ยาว ประมาณ 1.6 นิ้ว ใช้สำหรับปล่อยเลือด ปล่อย น้ำหนอง

        5. ผี่จำ เข็มชนิดนี้มีลักษณะเหมือนดาบปลายปืน มี 2 คม ยาวประมาณ 4 นิ้ว กว้าง 0.25 นิ้ว ใช้ สำหรับผ่าฝีหนองต่างๆ เช่น ฝีฝักบัว เป็นต้น

        6. อี่หลีจำ เข็มชนิดนี้มีลักษณะตัวเข็มใหญ่แล้วค่อยๆเรียว เล็กไปปลายเข็ม ยาวประมาณ 1.6 นิ้ว สำหรับ ใช้ปักฝี หรือปักลึกเข้าไปในกล้ามเนื้อ

        7. เห่าจำ เข็มชนิดนี้มีลักษณะตัวเข็มเล็ก และอ่อน ปลาย แหลมเล็กคล้ายเส้นผม เข็มชนิดนี้มีความยาว หลายขนาด เป็นเข็มชนิดที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

        8. เฉี่ยงจำ เข็มชนิดนี้มีลักษณะตัวเข็มเล็ก และอ่อนยาว เป็นพิเศษ ยาวประมาณ 7 นิ้ว เรียกอีกชื่อหนึ่ง ว่า เข็มตะโพก ใช้สำหรับปักรักษาอาการปวด เมื่อยที่อยู่ลึก ต้องใช้เข็มชนิดนี้จึงจะได้ผลดี

        9. ตั่วจำ เข็มชนิดนี้มีลักษณะกลมใหญ่ และหยาบ ยาว ประมาณ 4 นิ้ว ใช้สำหรับเจาะน้ำ หรือหนองที่ คั่งอยู่ตามกล้ามเนื้อ หรือตามข้อ

        นอกจากเข็มทั้ง 9 ชนิด ดังได้กล่าวมานี้แล้ว ยัง มีเข็มลักษณะพิเศษอีก ดังนี้

        เข็มผิวหนัง เป็นเข็มขนาดเล็กใช้ปักรักษาอาการ โรคที่เรื้อรัง เข็มชนิดนี้ใช้ปักแช่ไว้แล้วใช้ผ้าปลาสเตอร์ปิด ด้ามเข็มที่เป็นวงกลมไว้

        เข็มดอกเหมย เข็มชนิดนี้มีลักษณะเหมือนฆ้อน เล็กๆ ที่หัวฆ้อนมีเข็ม 5 เล่ม จึงเรียกกันว่า เข็มดอกเหมย ส่วน ชนิดที่มีเข็ม 7 เล่ม เรียกว่า เข็ม 7 ดาว ใช้สำหรับตีตามผิวหนัง ให้เกิดความรู้สึก หรือเพื่อปล่อยเลือดที่คั่งบวม

        เข็มลูกกลิ้ง เป็นลูกกลิ้งที่มีเข็มเล็กอยู่บนลูกกลิ้ง ใช้กลิ้งเบาๆบนผิวหนังที่บวมมีเลือดคั่ง เพื่อปล่อยให้เลือด ออก หรือกลิ้งเพื่อให้เกิดความรู้สึก

        สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการ ปักเข็มรักษาโรค คือ การลนความร้อนด้วยโกฐจุฬาลำพา (เหี่ยย้ง) โดยการนำโกฐจุฬาลำพานี้มามวนด้วยกระดาษ ฟางเหมือนกับมวนบุหรี่ แล้วนำมาจุดไฟเหมือนจุดบุหรี่ เพื่อนำมาลนที่ผิวหนังตามตำแหน่งจุดปักเข็ม หรือลนที่ ด้ามเข็มที่ปักอยู่ตามตำแหน่งจุดบนร่างกาย แพทย์จีน เชื่อว่า การลนด้วยความร้อนเป็นการบำรุงร่างกายที่ดียิ่ง กว่าการรับประทานยาบำรุงเสียอีก

        นอกจากนี้ยังมีการใช้กระบอกดูด หรือถ้วยดูด สำหรับรักษาอาการปวดเมื่อย เหน็บชา หืดหอบ เป็นต้น โดยการใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์ทาลงในกระบอก หรือถ้วย แก้ว แล้วจุดไฟเพื่อไล่อากาศที่อยู่ในกระบอก หรือถ้วยแก้ว ให้ออกไป เพื่อให้เกิดสภาวะสุญญากาศภายในกระบอก หรือ ถ้วยแก้ว แล้วครอบลงบริเวณที่ต้องการรักษา

        ปัจจุบันนี้การปักเข็มยังได้มีการพัฒนานำเอา เครื่องกระตุ้นไฟฟ้ามาใช้ เครื่องกระตุ้นนี้เป็นเครื่องมือทาง อีเลคโทรนิค มีสายไฟต่อออกมาจากตัวเครื่อง และที่ปลาย สายไฟอีกข้างมีหัวหนีบสำหรับหนีบไว้กับด้ามเข็มที่ปักอยู่ ตามตำแหน่งจุดบนร่างกาย เพื่อกระตุ้นรักษาอาการของโรค ที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น อัมพาต กล้ามเนื้อตาย เป็นต้น

        ในตำราการปักเข็มของแพทย์จีน ได้บันทึกไว้ว่า ร่างกายของคนเรานั้น มีเส้นเก็งลก (จิงเล่อ) กระจายเป็น ร่างแหอยู่ทั่วร่างกาย เพื่อทำหน้าที่เชื่อมต่ออวัยวะส่วนต่างๆ ทั้งภายใน และนอกให้สัมพันธ์กัน ทำหน้าที่ควบคุม และเป็น เส้นทางให้พลัง และโลหิตไหลเวียนอยู่ในร่างกายได้อย่าง สมดุล แพทย์จีนเชื่อว่า หากพลัง และโลหิตที่ไหลเวียนอยู่ ตามเส้นเก็งลกต่างๆในร่างกายขาดความสมดุล ก็จะเกิด โรคภัยไข้เจ็บ

        เก็ง หรือ จิง (Meridian Line) คือ เส้นทอดยาวใน แนวตั้งไปตามร่างกาย มี12 เส้น ส่วน ลก (เล่อ) คือ เส้นที่แยก ออกจากเส้นเก็งไปตามแนวขวางของร่างกายมี 15 เส้น เพื่อไปเชื่อมต่อกับเส้นต่างๆให้สัมพันธ์กัน ตำราการปักเข็ม ยังได้ แบ่งเส้นในร่างกายออกเป็น 2 ประเภท คือ

        ๐ เส้นควบคุมหลัก 12 เส้น
        ๐ เส้นพิเศษ 8 เส้น

        เส้นควบคุมหลักทั้ง 12 เส้น ได้แยกเชื่อมติดต่อกับ
อวัยวะต่างๆภายในร่างกาย โดยแยกแบ่งเป็นเส้น อิม (อิน) และ
เส้น เอี๊ยง (หยาง) เส้นอิม คือ เส้นที่เชื่อมติดต่อกับอวัยวะภาย
ในทั้ง 5 (โหงวจั๋ง หรือ อู่จั้ง) มี หัวใจ ปอด ม้าม ตับ และไต เส้น
เอี๊ยง คือ เส้นที่เชื่อมติดต่อกับอวัยวะภายในทั้ง 6 (หลักฮู่ หรือ
ลิ่วฝู่) มี ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก กระเพาะอาหาร ถุงน้ำดี กระเพาะ
ปัสสาวะ และสามส่วน ส่วนเส้นพิเศษทั้ง 8 เส้น ได้เชื่อมโยงกับ
เส้นควบคุมหลักทั้ง 12 เส้น แต่ไม่ได้เชื่อมต่อกับอวัยวะภายใน
โดยตรง ในเส้นพิเศษทั้ง 8 เส้นนี้ มีอยู่ 2 เส้นเท่านั้น คือเส้น หยิ่ม
แมะ (เหยินม่อ) และตกแมะ (ตูม่อ) ที่มีเส้นทางเดินเด่นชัด จึงได้
จัดเส้นหยิ่มแมะ และตกแมะนี้เป็นเส้นสำคัญในร่างกายรวมกับ
เส้นควบคุมหลัก 12 เส้น เป็น 14 เส้น

        การปักเข็ม คือ การใช้เข็มปักลงบนตำแหน่งจุดที่อยู่ บนอวัยวะต่างๆของร่างกาย ตามแนวเส้นที่ได้กล่าวมาแล้ว เพื่อ ไปกระตุ้นให้พลัง และโลหิตในร่างกายไหลเวียนไปหล่อเลี้ยง เสริมสร้างอวัยวะส่วนต่างๆได้ดี กระตุ้นให้หลอดโลหิตขยายตัว และกระตุ้นให้ร่างกายผลิตสารต่างๆ เช่น สารเพ็พไทด์ สารเอ็น ดอร์ฟิน เพื่อให้ร่างกายผ่อนคลาย และช่วยบรรเทาอาการปวด เป็นต้น เข็มที่ปักลงตามจุดบนอวัยวะต่างๆของร่างกาย ยังช่วย กระตุ้นให้เกิดความสมดุลของพลัง และโลหิตในร่างกาย ปรับ สภาวะการพร่อง หรือเกินของธาตุอิม (อิน) และเอี๊ยง (หยาง) ที่ เป็นสาเหตุของโรคภัยไข้เจ็บให้เกิดความสมดุล ทำให้ร่างกาย แข็งแรง มีสุขภาพที่ดี

        ฉะนั้น การปักเข็มจึงเป็นการบำบัดรักษาโรคภัยไข้ เจ็บโดยวิถีทางธรรมชาติของระบบภายในร่างกายมนุษย์เอง ซึ่งผู้ที่ศึกษาวิชาการปักเข็มนี้จะต้องศึกษาเรียนรู้ถึงเส้นต่างๆ (Meridian Line) ของร่างกาย และจดจำจุดต่างๆ (Point) ให้ แม่นยำ การบำบัดรักษาจึงจะสัมฤทธิ์ผล


                                 
อาจารย์ เกรียงไกร เถลิงพล ( ลี )