การแพทย์แผนจีน

 

        การแพทย์แผนจีน เป็นวิชาการตรวจวินิจฉัย และรักษา
โรคโดยการใช้ทฤษฎีตามหลักการทางธรรมชาติของร่างกายมนุษย์
และสิ่งแวดล้อมหลายๆอย่างมาประกอบการร่วมกันวินิจฉัย ซึ่งมีมา
หลายพันปี จากหลักฐานที่ค้นพบในคำภีร์ "เน่ยจิง" ของทางการจีน
ได้ระบุว่า การแพทย์จีน มีมากว่า 5,000 ปีแล้ว

        การแพทย์จีนเป็นทรัพย์สมบัติอันล้ำค่าที่ควรศึกษา
ค้นคว้า และยกระดับให้สูงขึ้น นับตั้งแต่สาธารณรัฐประชาชน
จีนสถาปนาขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1949 รัฐบาลจีนจึงได้รวบรวมทฤษฎี
การแพทย์จีนสาขาต่างๆ อาทิเช่น การจับชีพจร การใช้ยาสมุนไพร
การปักเข็ม การกดจุด เป็นต้น ออกเผยแพร่สู้ประชาชน และ
ได้จัดพิมพ์เป็นตำราขึ้น เพื่อให้แพทย์เท้าเปล่า (แพทย์ชนบท) นำ
ไปใช้รักษาชาวจีนทั่วประเทศ และให้แพทย์นำไปใช้รักษาผู้ป่วย
ในโรงพยาบาลร่วมกับการรักษาแบบแพทย์แผนปัจจุบันอีกด้วย

        การตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยของการแพทย์แผนจีน ได้อาศัย
หลักทฤษฎีที่สำคัญ 4 ประการมาประกอบ คือ
        1. การดู คือ การดูสี และลักษณะของลิ้น หน้า ตา และ
        เล็บ เป็นต้น
        2. การฟัง คือ การฟังเสียงพูด เสียงหายใจ เสียงไอ
        ฟังการบอกเล่าอาการต่างๆ เป็นต้น
        3. การถาม คือ การถามอาการต่างๆจากคนไข้ ตลอด
        ประวัติการเป็นอยู่ และอาชีพ เป็นต้น
        4. การสัมผัส คือ การจับชีพจร ศีรษะ ท้อง หรืออวัยวะ
        ส่วนที่เจ็บป่วย เป็นต้น

        เมื่อตรวจวินิจฉัยจนทราบสาเหตุแล้ว การรักษาก็จะใช้
ดุลยพินิจวิเคราะห์ว่าจะรักษาด้วยยาสมุนไพร การปักเข็ม การกด
จุด (นวด) หรือด้วยวิธีอื่นๆ ขึ้นอยู่กับชนิด และอาการของโรคเป็น
สำคัญ ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับความชำนาญในแต่ละด้านของแพทย์
ผู้นั้นด้วย

        นอกจากนี้ ผู้ที่เป็นแพทย์จีน ต้องหมั่นศึกษาหาความ
รู้เพิ่มเติมให้ทันต่อโรคภัยที่ได้เปลี่ยนแปลง และเกิดขึ้นใหม่เสมอ
ซึ่งโดยหลักการของการแพทย์แผนจีน เรื่องที่แพทย์จีนควรศึกษา
เรียนรู้ มีดังนี้
        1. ความรู้ด้านการสาธารณสุขศาสตร์
        2. ความรู้ด้านกายวิภาค และสรีรวิทยา
        3. ความรู้ด้านสมุฏฐานของโรค
        4. ความรู้ด้านกลุ่มอาการ และลักษณะของโรค
        5. ความรู้ด้านการใช้ยาสมุนไพรต่างๆ
        ความรู้ทั้ง 5 ข้อนี้ ผู้ที่ต้องการศึกษาวิชาการแพทย์แผน
จีนควรจะต้องเรียนรู้

        ข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านที่สนใจในวิชาการ
แพทย์แผนจีน คงจะได้ประโยชน์ไม่มากก็น้อยจากความรู้เล็กๆ
น้อยๆใน Website นี้ไปศึกษาค้นคว้าต่อ เพื่ออนุรักษ์สมบัติอัน
ล้ำค่านี้ไว้เป็นมรดกแก่เยาวชนรุ่นหลังสืบไป


                                 
อาจารย์ เกรียงไกร เถลิงพล ( ลี )