การบำบัดรักษาด้วยยาสมุนไพรจีน

         การศึกษาศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว มวยจีน นั้น
นอกจากต้องศึกษาให้รู้ซึ้งถึงหลักวิชา ซึ่งเปรียบเสมือน
หัวใจของศิลปะ หรือการสกัดจุดต่างๆของร่างกายแล้ว
สิ่งที่สำคัญที่สุดอีกอย่างคือ จะต้องรู้จักการใช้สมุนไพร
จีน ตำรับยาจีนในการรักษาอาการเจ็บป่วย ที่อาจจะมี
สาเหตุจาก การเกิดอุบัติเหตุในขณะฝึกซ้อม ถูกชกต่อย
ตลอดจนการถูกตีสกัดจุดต่างๆของร่างกาย

        อดีตที่ผ่านมา ทุกคนสงสัยว่า ทำไมผู้ที่มีวิชาความ
รู้เรื่องศิลปะมวยจีน ถึงได้พยายามหลีกเลี่ยงที่จะถ่ายทอด
วิชาให้แก่ลูกหลาน หรือ บุคคลอื่นๆ ซึ่งเป็นข้อสงสัยที่ทุกๆ
คนอยากรู้มาตลอด เป็นสาเหตุที่ทำให้บางคนคิดว่า คงจะ
เป็นการหวงวิชา

        ขอสงสัยที่ว่านี้ จากประสบการณ์ของข้าฯที่ผ่านๆ
มา ผู้ที่มีความรู้ศิลปะมวยจีนจริงๆ เกรงว่าหากถ่ายทอด
วิชาความรู้ให้แก่ผู้ใดแล้ว ผู้นั้นจะนำวิชาความรู้ที่ได้รับการ
ถ่ายทอดไปทำร้ายรังแกผู้อื่น ซึ่งผู้ที่เป็นอาจารย์ผู้ถ่ายทอด
วิชาให้จะต้องรับผิดชอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยเหตุนี้
ผู้ที่มีความรู้ด้านศิลปะมวยจีน จึงปิดเป็นความลับไม่ยอม
ให้ผู้ใดรู้ และไม่ยอมที่จะถ่ายทอดให้แก่ผู้ใด ถ้าหากต้อง
การถ่ายทอดวิชาความรู้ให้แก่ผู้ใดแล้ว ก็จะต้องคอยเฝ้า
ดูพฤติกรรม และอุปนิสัยจนแน่ใจเสียก่อน นอกจากการ
ถ่ายทอดศิลปะวิชามวยจีนให้แล้ว สิ่งที่ขาดเสียไม่ได้ก็คือ
วิชาการบำบัดรักษาด้วยยาสมุนไพรจีน เพราะอาจารย์ผู้
สอนศิลปะมวยจีนในอดีตจะต้องมีความรู้เรื่องการบำบัด
รักษาด้วยยาสมุนไพรจีนด้วย ท่านใดที่ไม่มีความรู้ จะเป็น
อาจารย์สอนศิลปะมวยจีนไม่ได้อย่างเด็ดขาด ถึงแม้ว่าจะ
ตั้งตนเองเป็นอาจารย์สอน สังคมก็ไม่ยอมรับ อีกทั้งจะต้อง
รับผิดชอบต่อการกระทำของลูกศิษย์ของตนอีกด้วย

        การบำบัดรักษาด้วยสมุนไพรจีน มี 2 แบบคือ
        1. การบำบัดรักษาด้วยยาสมุนไพรสด (สำเนียง
ภาษาจีนกลางออกเสียงว่า ชิงเฉ่าเย้า ภาษาแต้จิ๋วออก
เสียงว่า แชเฉาเอี๊ยะ)
        2. การบำบัดรักษาด้วยยาสมุนไพรตำรับหลวง
ซึ่งเป็นยาสมุนไพรแห้ง (ภาษาจีนกลางออกเสียงว่า
จวินเฉินเย้า ภาษาแต้จิ๋วออกเสียงว่า กุงฉิ่งเอี๊ยะ)

        ในสมัยโบราณ ชาวจีนระดับชั้นสามัญชนนิยมใช้
ยาสมุนไพรสดในการบัดบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ
ส่วนยาตำรับหลวงจะนิยมใช้บำบัดโรคภัยไข้เจ็บเฉพาะ
ในวังหลวง หรือในหมู่ขุนนางระดับสูงเท่านั้น อาจารย์
ผู้ฝึกสอนศิลปะมวยจีนในอดีตเมื่อ 30-40 ปีก่อน ก็ยัง
นิยมใช้สมุนไพรสดในการบำบัดรักษา แต่ในปัจุจบัน
นิยมหันมาใช้ยาสมุนไพรแห้งตำรับหลวงกันมาก อัน
เนื่องจากมีผลในการรักษาที่ค่อนข้างแน่นอนกว่า ผล
ข้างเคียงน้อยกว่า และจัดหาได้ง่ายกว่าอีกด้วย เพราะ
สามารถจัดหาได้ตามร้านขายยาจีนทั่วไป ปัจจุบันร้าน
ขายยาสมุนไพรจีนสดก็แทบจะไม่มีแล้ว

        ช่วงที่ข้าฯอยู่กับอากง ตอนนั้นอายุยังน้อย ต้อง
ติดตามอากงไปตามเรือกสวนต่างๆ เพื่อหาสมุนไพร
สดมาทำยา พร้อมกับการฝึกศิลปะมวยจีนควบคู่ไป
ด้วย ชาวจีนในสมัยก่อนต่างคิดว่า หากจะเรียนศิลปะ
มวยจีน จะต้องเรียนเรื่องยาสมุนไพรและวิธีการบำบัด
รักษาก่อน คือ ต้องเรียนแก้ก่อนถึงเรียนผูก มิฉะนั้นจะ
เป็นอันตรายต่อตนเองและบุคคลอื่น จึงมีผู้ที่พยายาม
ที่จะส่งบุตรหลานเพื่อรับการฝึกศิลปะมวยจีน เพื่อหวัง
ว่า บุตรหลานของตนจะได้เรียนรู้เรื่องยาสมุนไพรจีน
และวิธีการบำบัดรักษา แต่ก็ต้องผิดหวังเนื่องจากไม่
ใช่บุตรหลานในตระกูลของอาจารย์ผู้สอน จึงไม่ได้รับ
การถ่ายทอดวิชาให้

        ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว เฮอลีชวน ซึ่งข้าฯได้
พัฒนามาจาก ศิลปะมวยจีน ดั้งเดิม และได้เผยแพร่
สู่บุคคลภายนอกมากมายหลากหลายสาขาอาชีพ แต่
ที่ผ่านมามิได้เคยคิดที่จะเผยแพร่วิธีการบำบัดรักษา
ด้วยสมุนไพรจีน ตามที่ข้าฯได้รับการสืบทอดมาให้แก่
ผู้ใดเลย เหมือนคำกล่าวที่ว่า สอนผูกแต่ไม่ได้สอนแก้
บัดนี้ข้าฯคิดว่าถึงเวลาสมควรที่จะเผยแพร่ เพื่อชนรุ่น
หลังที่สนใจศิลปะมวยจีน และลูกศิษย์ที่ได้รับการถ่าย
ทอดวิชาการต่อสู้ป้องกันตัว เฮอลีชวน ได้เรียนรู้เพื่อการ
บำบัดรักษาเมื่อถึงคราวจำเป็นเพื่อมนุษยธรรม และเพื่อ
ให้ชนรุ่นหลัง และผู้ที่สนใจ ได้ศึกษาค้นคว้าต่อไป

        ตำรับยาสมุนไพรจีน ที่จะนำเสนอในเว็บไซด์นี้
ข้ฯต้องขอย้ำกันให้ชัดๆอีกครั้งว่า เจตนาเพื่อให้ท่านที่
สนใจ ได้ทำการศึกษาค้นคว้าควบคู่ไปกับการฝึกศิลปะ
การต่อสู้ป้องกันตัว เฮอลีชวน เพื่อให้วิชาด้านนี้คงอยู่
สืบไปเท่านั้น มิได้ให้ท่านทั้งหลายนำตำรับยานี้ไปทำ
การรักษาผู้ป่วย หรือหาผลประโยชน์จากผู้ป่วย ชาวจีน
ในสมัยโบราณได้กล่าวไว้ว่า "
จิ้งเฮี้ยงปุ๊กขอจิ้งอุย" ซึ่ง
เป็นสำเนียงภาษาจีนแต้จิ๋ว ความหมายก็คือ จะแสดง
ความสามารถใดๆก็แสดงไป แต่อย่าเที่ยวอวดอ้าง
เรื่องการรักษา หรือเที่ยวแนะนำให้ใครต่อใครใช้
ยากันอย่างพร่ำเพรื่อ หรือเสนอหน้าเพื่อจะทำการ
รักษาผู้ป่วย โดยมิได้รับการร้องขอความช่วยเหลือ

เพราะว่า หากเสนอหน้าทำการรักษาแล้ว ผู้ป่วยหายจาก
โรคภัยไข้เจ็บก็ถือว่าโชคดี มีหน้ามีตา แต่ถ้าหากผู้ป่วย
ไม่หาย หรือเกิดถึงคราวเคราะห์กรรมยามจะเช็งเม้ง
ผู้ป่วยเกิดเสียชีวิตขึ้นมา ญาติพี่น้องของผู้ป่วยจะกล่าว
โทษได้ หรืออาจต้องโทษทางอาญาอีกด้วย และขออย่า
กระทำตนเข้าตำราที่ว่า "หมอยาขี้อวด หมอนวดขี้คุย"

        ข้าฯหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ตำรับยาสมุนไพรจีนที่
จะกล่าวถึงนี้คงจะให้คุณประโยชน์ต่อผู้ที่เข้าเยี่ยมชม
เว็บไซด์นี้ หากท่านไม่เข้าใจ หรือไม่แน่ใจในการใช้ยา
สมุนไพรจีนตำรับใด ควรปรึกษาเภสัชกรร้านยาจีนให้
แน่ใจเสียก่อนที่จะใช้ และหากท่านไม่แน่ใจในอาการ
เจ็บป่วยของท่าน หรือผู้ป่วย เพื่อความปลอดภัย ควรส่ง
ต่อแพทย์ ที่ ร.พ. เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยอย่างถูกต้อง

        โคลงจากผู้เฒ่าผู้แก่กล่าวไว้ว่า

          หมอแพทย์ทายว่าไข้      ลงคุม
        โหรว่าเคราะห์แรงรุม       โทษให้
        แม่มดว่าผีกุม                  ทำโทษ
        พระว่ากรรมเองไซร้         ก่อให้  เป็นเอง


                         
 อาจารย์ เกรียงไกร เถลิงพล ( ลี )