การวินิจฉัยโรคตามหลักการแพทย์แผนจีน

 

        การวินิจฉัยโรคตามหลักการแพทย์แผนจีน เป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งของแพทย์ หากวินิจฉัยโรคไม่ถูกต้องแล้ว ไม่ว่าจะรักษาผู้ป่วยด้วย สมุนไพรชนิดใด การปักเข็ม หรือวิธีการใดๆก็ไม่ได้ผลเพราะไม่ตรงกับ โรค การวินิจฉัยโรคของการแพทย์แผนจีนได้อาศัยหลักการวินิจฉัย 8 ประการ ดังนี้ คือ อิม (อิน) เอี๊ยง (หยาง) เปี้ยว (เปี่ยว) ลี่ (หลี่) ฮั้ง (หัน) ยั๊วะ (เย่อ) ฮือ (ซวี) ซิก (สือ) ร่วมเรียกว่า หลักวินิจฉัย 8 ประการ โรค และอาการของโรคไม่ว่าจะอยู่ในอวัยวะใด เป็นโรคชนิดใด ก็ย่อมจะ ต้องมีอาการต่างๆให้เห็น เช่น ปวดศีรษะ ตัวร้อน ปวดส่วนหนึ่งส่วนใด ของร่างกาย แน่นหน้าอก หอบ ไอ อาเจียน ปวดท้อง ท้องร่วง ท้องผูก ร้อน หรือหนาว เป็นต้น ล้วนจะปรากฏอาการให้เห็นทั้งสิ้น ผู้เป็นแพทย์ ต้องสอบถาม เฝ้าฟัง และสังเกตอาการต่างๆที่ได้ปรากฏ เป็นพื้นฐาน สำหรับการวินิจฉัย เพื่อว่างแผนการรักษาต่อไป เรียกว่า การวินิจฉัย โรคจากอาการ แล้วจึงนำมาวิเคราะห์อาการตามหลัก 8 ประการ ว่า เป็นโรคชนิดใด ดังนี้

        1. อิม เอี๊ยง (อิน หยาง) เป็นทฤษฎีเปรียบเทียบสิ่งที่เป็นตรง กันข้ามกัน หรือ ทวิลักษณ์ การแพทย์จีนได้นำเอาทฤษฎีอิมเอี๊ยงมาใช้ วิเคราะห์วินิจฉัยโรค เพื่อหาสาเหตุว่า อิม หรือ เอี๊องของอวัยวะส่วนใด ที่ไม่สมดุลกันจนเป็นเหตุให้เกิดโรค เช่น อิมพร่อง หรือเกิน เอี๊ยงพร่อง หรือเกิน โดยได้แบ่งออกดังนี้
        - การกด ทรุดโทรม ถอย ธาตุเย็น คือ อิม
        - เกินไป กระตือรือร้น ดันไป ข้างหน้า ธาตุร้อน คือ เอี๊ยง
        เมื่อได้แบ่ง อิม และเอี๊ยง จึงแบ่ง เปี้ยว ลี้ ฮือ ซิก ฮั้ง ยั๊วะ ตามลำดับทีละขั้นต่อไป
        ในขั้นแรกต้องทราบก่อนว่า อาการเจ็บไข้นั้นเป็น อิน หรือ หยาง เช่น ใบหน้าซีด เสียงต่ำเบา กลัวหนาว คอไม่แห้ง ไม่ค่อยอยาก พูด อุจจาระเลวเป็นน้ำ ปัสสาวะใส และมาก ชีพจรลึกเล็ก และเบา อาการเช่นนี้ เรียกว่า อาการ อิม (อิน)
        หากอาการ เช่น ใบหน้าแดง มีแรง ตัวร้อน คอแห้ง หายใจ แรง เสียงดังกังวาน ท้องผูก ปัสสาวะน้อย และเหลือง ชีพจรใหญ่ เต้น เร็ว และแรง อาการเช่นนี้ เรียกว่า อาการ เอี๊ยง (หยาง)

        2. เปี้ยว ลี่ (เปี่ยว หลี่) ไข้ที่อยู่ตื้น เรียกว่า เปี้ยว ไข้ที่อยู่ลึก หรืออยู่ข้างใน เรียกว่า ลี่ การวิเคราะห์วินิจฉัยโรค ต้องดูว่าอาการที่ได้ ปรากฏให้เห็นนั้นเป็นอาการของไข้ที่อยู่ตื้น หรือลึก อยู่ผิว หรืออยู่ข้าง ใน เช่น มีอาการ ปวดศีรษะ ตัวร้อน กลัวหนาว เจ็บตามร่างกาย คัดจมูก มือเท้าปวดเมื่อย อาการเช่นนี้ เรียกว่า ไข้อยู่ผิว หรืออยู่ตื้น
        หากปรากฏอาการ เช่น ตัวร้อนจัด คอแห้ง แน่นหน้าอก ท้อง อืด ปวดท้อง อาเจียน ท้องเสีย หรือท้องผูก อาการเช่นนี้ เรียกว่า ไข้อยู่ลึก

        3. ฮั้ง ยั๊วะ (หัน เย่อ) คือ ร้อน หรือเย็น การวินิจฉัยโรคจาก อาการร้อน หรือเย็น เป็นสิ่งสำคัญ โดยได้แบ่งเป็น 2 กรณี เช่น อาการ ตัวร้อน และกลัวหนาว กลัวร้อน แต่กลับไม่กลัวหนาว หรือบางครั้งกลัว ร้อน บางครั้งกลัวหนาว คือ หนาวๆร้อนๆนั่นเอง อีกกรณีหนึ่ง คือ การ วินิจฉัยจากอาการว่าเป็นอย่างไร แล้วรักษาตามอาการนั้น
        ความเย็น (ฮั้ง) คือ ร่างกายของคนเราได้ประสพกับสิ่งธรรม ชาติ ความอบอุ่นในร่างกายถูกกดลงต่ำ ความอบอุ่นลดลงกลายเป็น ความเย็น ร่างกายจึงอ่อนแอ
        ความร้อน (ยั๊วะ) คือ ร่างกายของคนเราได้ประสพกับสิ่งธรรม ชาติ ความอุ่นในร่างกายถูกดันขึ้นสูง กลายเป็นความร้อน ทำให้อวัยวะ ภายในร่างกายเกิดกำเริบขึ้น
        เพราะฉะนั้น ในการวินิจฉัยไข้ ต้องคำนึงถึงความเย็นความร้อน ด้วยเป็นสิ่งสำคัญ เช่น อาการคอแห้ง กระหายน้ำ คอแห้ง อุณหภูมิในร่าง กายสูง ปัสสาวะน้อย และเหลือง ท้องผูก คือ ความร้อน แต่ถ้าหากมีอาการ ปัสสาวะใส และมาก อุจจาระเหลว หรือเป็นน้ำ คือ ความเย็น

        4. ฮือ ซิก (ซวี สือ) พร่อง หย่อน เกิน หรือกำเริบ ซึ่งหมายถึงคน ไข้ที่มีร่างกายซูบซีดไม่มีกำลัง และมีอาการอ่อนเพลีย มือเท้าเย็น เหงื่อออก เอง ปัสสาวะขัด อุจจาระหยาบ ปวดท้องเมื่อกดจะบรรเทาขึ้น ชีพจรไม่มีแรง เต้นช้า คือ อาการพร่อง หรือหย่อน แต่หากมีความร้อนขึ้นสูง คอแห้ง ท้องผูก ปัสสาวะแสบร้อน คลุ้มคลั่ง ไม่มีเหงื่อ ปวดท้องกดถูกไม่ได้ เมื่อมีเหงื่อตัวจะ เย็นแล้วก็จะร้อนขึ้นอีก ชีพจรเต้นแรง คือ อาการกำเริบ หรือเกิน

        ตามที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ ผู้ที่สนใจศึกษาค้นคว้าวิชาการ แพทย์แผนจีน จะต้องยึดหลักการวินิจนี้เป็นสำคัญ


                                 
อาจารย์ เกรียงไกร เถลิงพล ( ลี )