การแมะ (การตรวจชีพจร)

 

        ชีพจรเกิดจากการหดตัว และการขยายของหลอดโลหิตแดง เมื่อ โลหิตไหลผ่านเข้าไปในหลอดโลหิตแดง วงกล้ามเนื้อรอบหลอดโลหิตจะเกิด การยืดหยุ่น และเมื่อเกิดการบีบตัวของหัวใจ โลหิตจะถูกส่งเข้าไปในหลอด โลหิตแดง ทำให้เกิดเป็นคลื่น หรือที่เรียกว่าการเต้นของชีพจร ในคนปกติทั่ว ไป อัตราการเต้นของชีพจรจะแตกต่างกันไปตามอายุ เพศ เวลา ร่างกาย และ สภาวะทางจิตใจ ในวัยเด็กอัตราการเต้นของชีพจรจะมากกว่าผู้ใหญ่ การเต้น ของชีพจรผู้หญิงจะมากกว่าผู้ชาย ในขณะออกกำลังกาย ชีพจรจะเต้นมาก กว่าขณะที่พักผ่อน ช่วงเวลาบ่ายการเต้นของชีพจรจะมากกว่าช่วงเวลาเช้า และขณะตื่นเต้น หรือตกใจ อัตราการเต้นของชีพจรจะมากกว่าขณะปกติ ใน ผู้ใหญ่ ผู้ชายจะมีอัตราการเต้นของชีพจรประมาณ 60-80 ครั้ง/นาที และผู้ ใหญ่ที่เป็นผู้หญิงการเต้นของชีพจรจะอยู่ที่ประมาณ 70-90 ครั้ง/นาที

        การแมะ หรือการตรวจชีพจร เป็นวิธีการตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยของ แพทย์จีนโบราณที่สำคัญที่สุดวิธีหนึ่ง จะตรวจวินิจฉัยได้แม่นยำหรือไม่ ขึ้น อยู่กับประสบการณ์ และความชำนิชำนาญของแพทย์ด้วย

        แพทย์จีนโบราณ ท่านได้ศึกษาค้นคว้า ได้ผ่านการตรวจทดสอบ และจดบันทึกไว้เพื่อให้แพทย์รุ่นหลังได้ศึกษาทดสอบ หาความชำนาญจาก ประสบการณ์ และค้นคว้าต่อไป

        การรักษาผู้ป่วยด้วยการตรวจชีพจรนี้ ได้ก่อกำเนิดขึ้นในประเทศ จีนมาเป็นเวลาหลายพันปีมาแล้ว ในยุคหลังทางการจีนได้ค้นพบหนังสือ ชื่อ ว่า ไหล่เก็ง (เน่ยจิง) ซึ่งได้รับการยืนยันว่า เป็นหนังสือที่ถูกเขียนบันทึกขึ้นมา ไม่ต่ำกว่า 5 พันปี คือก่อน คริสต์ศักราช ประมาณ 2700 ปี และมาแพร่หลาย เมื่อประมาณปี ค.ศ. 240 ตราบจนถึงปัจจุบัน ซึ่งวิชาการใช้สมุนไพรจีน และ การแมะ (การตรวจชีพจร) ของแพทย์จีนในการรักษาโรคก็ได้ค้นคว้าพัฒนา มาจากหนังสือ ไหล่เก็ง (เน่ยจิง) นี้ด้วย

        ๐ อัตราการเต้นของชีพจร
        อัตราการเต้นของชีพจรในวัยต่างๆโดยประมาณมีดังนี้
        1. ทารกแรกเกิด อัตราการเต้นของชีพจรประมาณ 130-140 ครั้ง/นาที
        2. อายุ 1 ปี อัตราการเต้นของชีพจรประมาณ 120-130 ครั้ง/นาที
        3. อายุ 2 ปี อัตราการเต้นของชีพจรประมาณ 105 ครั้ง/นาที
        4. อายุ 3 ปี อัตราการเต้นของชีพจรประมาณ 100 ครั้ง/นาที
        5. อายุ 4 ปี อัตราการเต้นของชีพจรประมาณ 97 ครั้ง/นาที
        6. อายุ 5 ปี อัตราการเต้นของชีพจรประมาณ 90-95 ครั้ง/นาที
        7. อายุ 10 ปี อัตราการเต้นของชีพจรประมาณ 90 ครั้ง/นาที
        8. อายุ 11 - 15 ปี อัตราการเต้นของชีพจรประมาณ 76 ครั้ง/นาที
        9. อายุ 16 - 60ปี อัตราการเต้นของชีพจรประมาณ 70 ครั้ง/นาที
        10. อายุ 61 - 80 ปี อัตราการเต้นของชีพจรประมาณ 70-80 ครั้ง/นาที

        *หมายเหตุ* อัตราการเต้นของชีพจรสูงสุดขณะที่ออกกำลังกายหนัก คือ 220 ลบด้วย อายุ = จำนวนครั้ง/นาที หากการเต้นของชีพจรเกินกว่าสูตรที่ กำหนดนี้อาจเป็นอันตรายต่ออวัยวะภายในร่างกายได้ เช่น ระบบไหลเวียนของ โลหิต โดยเฉพาะหัวใจ

        ๐ ตำแหน่ง และวิธีการวางนิ้วมือตรวจชีพจร
        - ตำแหน่งจุดตรวจชีพจรบนข้อมือทั้งสองข้างของผู้ป่วย มีดังนี้
        มือซ้าย จุดที่ 1 คือ จุดฉุ่ง จุดนี้อยู่ที่ข้อมือซ้ายด้านใน ตรงหัวกระดูก โปนของข้อมือด้านนิ้วหัวแม่มือ จุดนี้สัมผัสเกี่ยวกับ หัวใจ เยื่อหุ้มหัวใจ ลำไส้เล็ก มือซ้าย จุดที่ 2 คือ จุดกวง จุดนี้อยู่ที่แขนซ้ายด้านในใกล้กับข้อมือ ถัดจาก จุดฉุ่ง ขึ้นมา จุดนี้สัมผัสเกี่ยวกับ ตับ และถุงน้ำดี
        มือซ้าย จุดที่ 3 คือ จุดเฉียะ จุดนี้อยู่ที่แขนซ้ายด้านในขึ้นมาทิศ ทางข้อศอก ถัดจาก จุดกวง ขึ้นมา จุดนี้สัมผัสเกี่ยวกับ ไต กระเพาะปัสสาวะ มือขวา จุดที่ 1 คือ จุดฉุ่ง จุดนี้อยู่ที่ข้อมือขวาด้านใน ตรงหัวกระดูก โปนของข้อมือด้านนิ้วหัวแม่มือ จุดนี้สัมผัสเกี่ยวกับ ปอด ช่องอก หลอดลม และส่วนบน
        มือขวา จุดที่ 2 คือ จุดกวง จุดนี้อยู่ที่แขนขวาด้านในใกล้กับข้อ มือถัดจาก จุดฉุ่ง ขึ้นมา จุดนี้สัมผัสเกี่ยวกับ กระเพาะอาหาร ม้าม ลำไส้ใหญ่ และส่วนกลาง
        มือขวา จุดที่ 3 คือ จุดเฉียะ จุดนี้อยู่ที่แขนขวาด้านในขึ้นมาทิศ ทางข้อศอก ถัดจาก จุดกวง ขึ้นมา จุดนี้สัมผัสเกี่ยวกับ กระเพาะปัสสาวะ ไต และส่วนล่าง

        - วิธีการวางนิ้วมือของแพทย์ มีดังนี้
        มือซ้ายผู้ป่วย แพทย์ผู้ตรวจให้ใช้มือขวา โดยให้เริ่มจากการวาง นิ้วกลางลงไปที่ จุดกวง ก่อนแล้วจึงวางนิ้วชี้ที่จุดฉุ่ง และวางนิ้วนางที่จุดเฉียะ ให้วางนิ้วทั้ง 3 นิ้วเรียงเสมอกัน แล้วให้สัมผัสตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
        1. ให้แตะลงเบาๆ เรียกว่า การสัมผัสหาชีพจรผิว หรือลอย
        2. ให้กดลงโดยใช้แรงปานกลาง
        3. ให้กดลงแรงๆ เรียกว่า การสัมผัสหาชีพจรจม หรือลึก
        ในขั้นตอนต่อไปให้สัมผัสชีพจรแบบ 3 จังหวะ โดยใช้ 3 นิ้วสลับ กันสัมผัสตามขั้นตอน 1,2,3.ดังกล่าวมาแล้ว เรียกว่า การตรวจชีพจร 9 จังหวะ

        ๐ ตำราแมะของแพทย์จีน ได้แบ่งชีพจรออกเป็น 3 อย่าง คือ
        1. ชีพจรของคนปกติ
        2. ชีพจรของคนป่วย
        3. ชีพจรแบบประหลาด

        1. ชีพจรของคนปกติ โดยทั่วไป การเต้นของชีพจรจะไม่ใหญ่ ไม่เกิน ไม่เล็ก ไม่ผิว ไม่ลึก ไม่เร็ว ไม่ช้า ขณะที่หายใจเข้าออกเต้น 4 หรือ 5 จังหวะ สม่ำเสมอ แต่ชีพจรของคนปกติอาจเปลี่ยนไปตามอายุ เพศ เวลา ร่างกาย และสภาวะทางจิตใจ ดังได้กล่าวข้างต้น เช่น ในฤดูหนึ่งๆคนปกติ ชีพจรอาจเต้นไม่เหมือนกันก็ได้ คนสูงอายุการเต้นของชีพจรมักเต้นไว และ แข็ง คนหนุ่มชีพจรช้า และนิ่มกว่า เด็กชีพจรจะเต้นไวกว่าผู้ใหญ่ ชีพจรของ ผู้หญิงเต้นเร็วกว่าผู้ชาย คนแข็งแรง คนที่ทำงานหนัก ชีพจรจะใหญ่ และเต้น เร็ว คนที่ทำงานเบาใช้สมอง ชีพจรจะเล็ก และไม่มีแรง หลังจากออกกำลัง กายใหม่ๆ ชีพจรจะเต้นเร็ว คนที่นอนหลับเพิ่งตื่น หรือพักผ่อนมาก ชีพจรจะ เต้นช้า เป็นต้น ชีพจรของกลุ่มคนที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ การตรวจชีพจร ผู้เป็น แพทย์จะต้องยึดหลักที่ว่า ไม่ลอย ไม่จม ไม่ใหญ่ ไม่เล็ก และเมื่อหายใจเข้า ชีพจรเต้น 2 ครั้ง หายใจออกเต้น 2 ครั้ง รวมแล้วหายใจเข้าออกชีพจรเต้น 4 - 5 ครั้ง ส่วนเด็กหายใจเข้าออกเต้น 5 - 6 ครั้ง
        2. ชีพจรของคนป่วย แพทย์จีนโบราณ ได้ค้นพบว่า การเต้นของ ชีพจรคนที่ป่วยมีลักษณะการเต้นที่แตกต่างกันมากมายหลายแบบ และ ซับซ้อน ซึ่งการเต้นในแต่ละแบบแต่ละชนิดได้บ่งบอกถึงอาการ และชนิด ของโรคที่เกิดขึ้นกับอวัยวะภายในของคนนั้นแตกต่างกันด้วย เพื่อให้ง่าย แก่การฝึกฝนจดจำ การแพทย์จีนจึงได้แบ่งการเต้นของชีพจรคนที่ป่วย ออกเป็น 28 ชนิด ดังนี้
        + ลอย (พู้) -----> แรง (ฮ้ง) ค่อย (ฮือ) กระจาย (สั่ว) กลวง (คู)
        แข็ง (เก๊ก) นิ่ม (ยู้)
        + จม (ติ๊ม) -----> ฝัง (ฮก) แน่น (ล้อ) อ่อน (เยียก)
        + ช้า (ชี้) -----> ช้ามาก (หมั่ง) ฝืด (เสียบ) กระทอก (กัก) ขาด (โถ่ย)
        + เร็ว (สวก) -----> ลื่น (กุ๊ก) ถี่ (กิ้ง) เร่ง (ฉก) สะเทือน (ต๋ง) ยิบ (จิ๊บ)
        + เล็ก (โส่ย) -----> ฝอย (มุ้ย)
        + ใหญ่ (ไต๋) -----> เกิน (ซิก)
        + สั้น (ต้อ)
        + ยาว (เชี้ยง) เป็นเส้น (ฮี้)

        ๐ การเต้นของชีพจรทั้ง 28 ชนิด ในตำราแพทย์จีนได้อธิบายไว้ ดังนี้
        + ลอย (พู้) -----> แรง (ฮ้ง) ค่อย (ฮือ) กระจาย (สั่ว) กลวง (คู) แข็ง (เก๊ก) นิ่ม (ยู้)
        การเต้นของชีพจรมีลักษณะลอย (พู้) หมายถึง เมื่อใช้นิ้วทั้ง 3 นิ้ว สัมผัสลงที่ชีพจรเบาๆ ก็พบชีพจร แสดงว่าไข้นั้นยังเกิดอยู่ที่ผิวของ อวัยวะภายในทั้ง 6 คือ ถุงน้ำดี กระเพาะอาหาร สำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก กระเพาะปัสสาวะ และสามส่วน ยังไม่ได้เข้าถึงภายใน
        อาการของชีพจรลอยนี้มักจะมีลักษณะของชีพจรอื่นอีกที่แทรก ตามมาอีก 6 ลักษณะ 6 อาการ คือ
        1. ชีพจรแรง (ฮ้ง) การเต้นของชีพจรลอย และชนนิ้วมือแรง แสดงว่า อาการของผู้ป่วยคือ อาการไข้ ความร้อนสูง
        2. ชีพจรค่อย (ฮีอ) การเต้นของชีพจรลอย และชนนิ้วมือเบาๆ ไม่มีแรง แสดงว่า ผู้ป่วยนั้น อ่อนแอ ขาดพลัง และโลหิต ไม่มีเรียวแรง
        3. ชีพจรกระจาย (สั่ว) การเต้นของชีพจรลอย และเต้นมาชนนิ้ว มือลักษณะกระจายหลวมๆ แสดงว่า อาการของผู้ป่วยคือ โรคไตที่ขาดพลัง
        4. ชีพจรกลวง (คู) การเต้นของชีพจรลอย เมื่อกดนิ้วมือลงไป แล้วรู้สึกกลวงเหมือนกดลงบนใบไม้ที่ลอยอยู่ แสดงว่า ผู้ป่วยนั้นขาดโลหิต หรือเสียโลหิตมากเกินไป เช่น หลังได้รับการผ่าตัด เสียโลหิตจากอุบัติเหตุ ต่างๆ สตรีตกโลหิต
        5. ชีพจรแข็ง (เก๊ก) การเต้นของชีพจรลอย เมื่อกดนิ้วมือลงไป แล้ว รู้สึกแข็งเหมือนกับหนังกลอง แสดงว่า ผู้ป่วยมีอาการของพลังอิม และ เอี๊ยงไม่ประสานกัน
        6. ชีพจรนิ่ม (ยู้) การเต้นของชีพจรลอย เมื่อกดนิ้วมือลงไปเบาๆรู้สึก ว่าชีพจรนั้นเล็ก และนิ่ม แสดงว่า ผู้ป่วยมีความร้อนในร่างกายปนกับความชื้น

        + จม (ติ๊ม) -----> ฝัง (ฮก) แน่น (ล้อ) อ่อน (เยียก)
        การเต้นของชีพจรมีลักษณะจม (ติ๊ม) หมายถึง เมื่อใช้นิ้วมือ ทั้ง 3 นิ้วกดลงไปแรงๆจึงจะสัมผัสชีพจรได้ ถ้าแตะนิ้วเบาๆจะไม่รู้สึก หรือ รู้สึกแผ่วเบามาก จนไม่สามารถวินิจฉัยอาการของไข้นั้นได้ แสดงว่า ไข้นั้น ได้เกิดอยู่ส่วนลึกของอวัยวะภายในทั้ง 5 คือ หัวใจ ตับ ไต ม้าม ปอด หรือ ที่เรียกกันว่า ไข้หลบใน
        อาการของชีพจรจม (ติ้ม) นี้มักจะมีลักษณะของชีพจรอื่นอีกที่ แทรกตามมาอีก 3 ลักษณะ 3 อาการ คือ
        1. ชีพจรฝัง (ฮก) การเต้นของชีพจร เมื่อกดนิ้วมือลงไปต้อง กดนิ้วให้หนักจนจมลงไปถึงกระดูก จึงจะสัมผัสชีพจรได้ เพราะชีพจร หลบอยู่ที่ซอกกระดูก แสดงว่า ไข้นั้นหลบซ่อนอยู่ภายในอวัยวะ
        2. ชีพจรแน่น (ล้อ) การเต้นของชีพจร เมื่อกดนิ้วมือลงไปต้อง กดนิ้วลงไปแรงๆ จึงจะสัมผัสชีพจรได้ และการเต้นของชีพจรนั้นมีชีพจรที่ ใหญ่ และเต้นแรง แสดงว่า ผู้ป่วยมีอาการไข้ที่สะสมไว้นาน ซึ่งจะพบว่า อุจจาระของผู้ป่วยเป็นก้อนแข็ง ต้องใช้วิธีควักออก การสะสมเช่นนี้อาจจะ เป็นการสะสมความร้อน หรือความเย็นก็ได้
        3. ชีพจรอ่อน (เยียก) การเต้นของชีพจร เมื่อกดนิ้วมือลงไป ต้องกดนิ้วลงไปแรงๆจึงจะสัมผัสชีพจรได้ แต่ชีพจรนั้นจะอ่อน เล็ก และ ค่อย แสดงว่า ผู้ป่วยอาการพลังธาตุไฟกำลังจะสิ้น

        + ช้า (ชี้) -----> ช้ามาก (หมั่ง) ฝืด (เสียบ) กระทอก (กัก) ขาด (โถ่ย)
        การเต้นของชีพจรมีลักษณะช้า (ชี้) หมายถึง เมื่อแตะนิ้วมือ ลงไปที่ชีพจร แล้วหายใจเข้าออก ชีพจรนั้นเต้นได้ 4 ครั้ง หายใจเข้า 2 ครั้ง หายใจออก 2 ครั้ง โดยที่ชีพจรนั้นไม่ลอยไม่จม เรียกว่า คนไม่มีไข้
        ชีพจรช้า (ชี้) นี้ หากมีลักษณะของชีพจรอื่นอีก 4 ชนิดแทรกตาม มาจะมีอาการไข้แตกต่างกัน คือ
        1. ชีพจรช้ามาก (หมั่ง) การเต้นของชีพจร เมื่อแตะนิ้วมือลงไป ที่ชีพจร แล้วชีพจรนั้นเต้นได้แค่ 2 หรือ 3 ครั้ง เท่านั้น แสดงว่า ผู้ป่วยมี อาการไข้เย็น
        2. ชีพจรฝืด (เสียบ) การเต้นของชีพจร เมื่อแตะนิ้วมือลงไปที่ ชีพจร การเต้นของชีพจรเต้นช้าแบบหนืดๆคล้ายไม่ไหล แสดงว่า ผู้ป่วยนั้น มีโลหิตจาง
        3. ชีพจรกระทอก (กัก) การเต้นของชีพจร เมื่อแตะนิ้วมือลงไป ที่ชีพจร แล้วมีลักษณะชีพจรเต้นช้า และมีอาการหยุดกระทอก แสดงว่า การไหลเวียนโลหิตของผู้ป่วยติดขัด
        4. ชีพจรขาด (โถ่ย) การเต้นของชีพจร เมื่อแตะนิ้วมือลงไปที่ ชีพจร แล้วการเต้นของชีพจรนั้นช้า และมีการหยุดจังหวะการเต้น จังหวะ ใดจังหวะหนึ่งอย่างแน่นอนโดยที่ไม่ได้เปลี่ยนไปที่จังหวะอื่น แสดงว่า ผู้ป่วยมีอาการของลิ้นหัวใจพิการไม่ช่องใดก็ช่องหนึ่ง เป็นการที่จะรักษา ได้ยากมาก
        *หมายเหตุ* ชีพจรขาดดังกล่าวมาข้างต้นนี้ ไม่รวมอาการ ของสตรีมีครรภ์ และผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ หรือถูกทำร้าย ร่างกายจนได้รับการบอบช้ำภายใน

        + เร็ว (สวก) -----> ลื่น (กุ๊ก) ถี่ (กิ้ง) เร่ง (ฉก) สะเทือน (ต๋ง) ยิบ (จิ๊บ)
        การเต้นของชีพจรมีลักษณะเร็ว (สวก) หมายถึง เมื่อแตะนิ้วมือ ลงไปที่ชีพจร การเต้นของชีพจรนั้นเร็วกว่าคนธรรมดา โดยปกติทั่วไป หายใจ เข้าออก ชีพจรจะเต้นได้ 4 ครั้ง รวมแล้วนาทีละประมาณ 72 - 80 ครั้ง แต่ ชีพจรเร็ว การหายใจเข้าออก ชีพจรจะเต้นได้ 5 - 6 ครั้ง หรือนาทีละประมาณ 90 - 100 ครั้ง การเต้นของชีพจรเร็วระดับนี้ แสดงว่า อาการไข้ของผู้ป่วยมี ความร้อนอยู่ในอวัยวะทั้ง 6
        อาการของชีพจรเร็ว (สวก) นี้มักจะมีลักษณะของชีพจรอื่นแทรก ตามมาอีก 5 ลักษณะ 5 อาการ คือ
        1. ชีพจรลื่น (กุ๊ก) การเต้นของชีพจรจะมีลักษณะเร็ว และลื่น แสดงว่า ผู้ป่วยมีเสมหะเสลดมาก แต่อาการเช่นนี้ หากไม่มีอาการอื่นแทรก ซ้อน อาจเป็นคนไม่มีไข้ก็เป็นได้
        2. ชีพจรถี่ (กิ้ง) การเต้นของชีพจรจะมีลักษณะเร็ว และถี่เหมือน กระตุ้น แสดงว่า ผู้ป่วยมีไข้ความเย็น และมีอาการปวดตามร่างกายร่วมด้วย
        3. ชีพจรเร่ง (ฉก) การเต้นของชีพจรมีลักษณะเร็ว และเร่ง แต่ใน การเต้นจะมีจังหวะหยุด 1 จังหวะ แสดงว่า ผู้ป่วยมีความร้อนสุมอยู่ในอก
        4. ชีพจรสะเทือน (ต๋ง) การเต้นของชีพจรมีลักษณะเร็ว เมื่อนิ้วมือ ทั้ง 3 นิ้วสัมผัสลงไปที่ชีพจร นิ้วกลางจะเต้นแรงกว่านิ้วอื่น คล้ายเม็ดถั่วดำ สั้นๆเต้นขึ้นกระทบนิ้วกลางนิ้วเดียว แสดงว่า ผู้ป่วยมีการตกโลหิต หรือคน ป่วยได้รับความกลัวสุดขีด
        5. ชีพจรยิบ (จิ๊บ) การเต้นของชีพจรมีลักษณะเต้นรัวแบบถี่ยิบ การหายใจเข้าออกชีพจรจะเต้นเร็วถึง 7 - 8 ครั้ง แสดงว่า ผู้ป่วยมีอาการไข้ ที่ตกอยู่ในขั้นอันตรายมาก ต้องระวัง

        + เล็ก (โส่ย) -----> ฝอย (มุ้ย)
        การเต้นของชีพจรมีลักษณะเล็ก (โส่ย) หมายถึง เมื่อสัมผัสนิ้ว มือลงไปที่ชีพจร การเต้นของชีพจรจะเล็กคล้ายเส้นดาย หรือใยแมลงมุม แสดงว่า ผู้ป่วยมีพลังน้อย
        ชีพจรเล็ก (โส่ย) หากมีลักษณะการเต้นของชีพจรอื่นแทรกเข้า มาด้วย จะมีอาการ คือ
        1. ชีพจรฝอย (มุ้ย) การเต้นของชีพจรมีลักษณะเล็กจนเป็นฝอย คล้ายไม่มีชีพจร แสดงว่า ผู้ป่วยมีพลัง และโลหิตน้อย เพราะธาตุไฟกำลัง ใกล้จะมอด ชีพจรลักษณะเช่นนี้ไม่ว่าจะลอยหรือจม จัดเป็นชีพจรที่อันตราย

        + ใหญ่ (ไต๋) -----> เกิน (ซิก)
        การเต้นของชีพจรมีลักษณะใหญ่ (ไต๋) หมายถึง เมื่อสัมผัสนิ้ว มือลงไปที่ชีพจร การเต้นของชีพจรจะสัมผัสพบได้ง่าย ถ้าการเต้นนั้นแรง แสดงว่าไข้นั้นยังเกิดอยู่ที่ผิวของอวัยวะภายในทั้ง 6 คือ ถุงน้ำดี กระเพาะ อาหาร สำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก กระเพาะปัสสาวะ และสามส่วน ยังไม่ได้เข้า ถึงภายใน
        ชีพจรใหญ่ (ไต๋) หากมีลักษณะการเต้นของชีพจรอื่นแทรกเข้า มาด้วย จะมีอาการ คือ
        1. ชีพจรเกิน (ซิก) การเต้นของชีพจรมีลักษณะใหญ่ และการ เต้นมาชนนิ้วมือแรง หรือแข็งเกินไป แสดงว่า ธาตุไฟในร่างกายนั้นกล้า ใน ร่างกายมีธาตุไฟมาก และสูง แสดงว่า ผู้ป่วยมีอาการของไข้ค่อนข้างดื้อ เรื้อรัง ในการรักษาอาจจะยากหน่อย และควรระวังเกี่ยวกับโรคความดัน โลหิตสูงด้วย เส้นโลหิตในสมองแตก หรืออุดตันได้ง่าย อาจทำให้เป็น อัมพฤกษ์ อัมพาต หรืออาจทำให้เสียชีวิตได้
        *หมายเหตุ* ลักษณะชีพจรใหญ่รายละเอียดคล้าย กับชีพจรลอย

        + สั้น (ต้อ)
        การเต้นของชีพจรมีลักษณะสั้น (ต้อ) หมายถึง เมื่อสัมผัสนิ้วมือ ลงไปที่ชีพจร การเต้นของชีพจรจะเต้นแบบสั้นๆ เป็นชีพจรที่สัมผัสยากมาก ต้องฝึกฝนจนชำนาญจึงจะวินิจฉัยอาการไข้ได้ เพราะลักษณะการเต้นคล้าย คลึงกันมาก ชีพจรสั้นนี้ส่วนมากมักร่วมกับชีพจรเล็กในผู้ที่อ่อนแอ ลักษณะ การเต้นของชีพจรสั้นนี้หากร่วมอยู่ในผู้ป่วยอาการไข้ชนิดใด ไข้นั้นก็จะยิ่งมี อาการหนักมากขึ้น

        + ยาว (เชี้ยง) เป็นเส้น (ฮี้)
        การเต้นของชีพจรมีลักษณะยาว (เชี้ยง) หมายถึง เมื่อสัมผัสนิ้วมือ ลงไปที่ชีพจร การเต้นของชีพจรนั้นจะมีลักษณะยาวเป็นเส้นเดียวกัน ซึ่งมีระยะ ความยาวของชีพจรจากจุดนิ้วชี้ที่ข้อมือยาวถึงข้อพับศอกด้านใน ชีพจรยาวแต่ เต้นไม่ไว ไม่แรง เต้นช้าแบบปกติธรรมดา แสดงว่า ผู้นั้นไม่ป่วยไม่ไข้
        หากผู้นั้นเป็นคนที่แข็งแรง ถ้าการเต้นของชีพจรยาว และเต้นแรง และแข็ง ก็จะต้องวินิจฉัยถึงความร้อนภายในร่างกายย่อมมีความร้อนสูง ซึ่ง จะต้องเป็นความร้อนของตับ แสดงว่า พลังของตับติดขัด ไม่สมดุลจึงเกิดความ ร้อน และอาจมีเสมหะมากแทรกซ้อนด้วย ถ้าหากชีพจรยาว แข็ง ไม่ลอย แต่ก็ ไม่ถึงกับจม ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตามเส้นเอ็น

        ลักษณะชีพจรทั้ง 28 ชนิด ดังกล่าวมานี้ ผู้ที่สนใจวิชาแมะ ต้องหมั่นศึกษาค้นคว้า และฝึกฝนหาประสบการณ์ให้เกิดความชำนาญ ต้องยึดหลักสำคัญ ในวิชาแมะให้แม่นยำ คือ ลอย จม ช้า เร็ว ดังนี้
        1. ชีพจรจมไข้อยู่ลึก
        2. ชีพจรลอยไข้อยู่ผิว
        3. ชีพจรช้าไข้นั้นเย็น
        4. ชีพจรเร็วไข้นั้นร้อน
        เมื่อจำหลักดังกล่าวมานี้ได้แล้ว จึงแทรกชีพจรลักษณะอื่นต่อไป เช่น
        1. ชีพจรลอย และเต้นช้า ไข้นั้นอยู่ผิว ไข้เย็น
        2. ชีพจรลอย และเต้นเร็ว ไข้นั้นอยู่ผิว ไข้ร้อน
        3. ชีพจรจม และเต้นช้า ไข้นั้นอยู่ลึก ไข้เย็น
        4. ชีพจรจม และเต้นเร็ว ไข้นั้นอยู่ลึก ไข้ร้อน
        5. ชีพจรที่เล็ก และอ่อน เป็นอาการที่ขาด
        6. ชีพจรใหญ่ และแรง เป็นอาการที่เกิน

        3. ชีพจรแบบประหลาด คือ ผู้ที่มีชีพจรเต้นไม่เหมือนชีพจร ธรรมดาที่ไม่มีไข้ หรือที่มีไข้ เป็นลักษณะชีพจรของผู้ป่วยที่ใกล้จะสิ้นใจ แพทย์จีนโบราณได้บันทึกชีพจรประหลาดจากประสบการณ์มี 7 ชนิด ดังนี้

        1. นกกระจอกจิก (เชียะเตาะ) คือ ชีพจรของผู้ป่วยหลบอยู่ ในเส้นเอ็น และกล้ามเนื้อ การเต้นเหมือนกับนกกระจอกจิกข้าวเปลือก จิกๆหยุดๆ
        2. หลังคารั่ว (อกเหล่า) คือ ชีพจรของผู้ป่วยเต้นอย่างไม่มีจังหวะ เหมือนหลังคาที่มีรูรั่ว เมื่อฝนตก น้ำที่ไหลจากรูรั่วนั้น จะหยดลงมานานๆ สักหนึ่งหยด และบางครั้งก็หยดลงมาทีละ 2 หรือ 3 หยดติดต่อกัน
        3. ระเบิดหิน (ทั่งเจี๊ยะ) คือ ชีพจรของผู้ป่วยหลบอยู่ในเส้นเอ็น และกล้ามเนื้อ เต้นแบบไม่มีจังหวะ ชีพจรแข็ง เต้นๆหยุดๆแบบกระตุก เหมือนระเบิด
        4. แก้เชือก (โก๋ยเสาะ) คือ ชีพจรของผู้ป่วยเต้นอย่างไม่มี ระเบียบยุ่งๆเหยิงๆ สับสนจนไม่รู้เรื่อง เหมือนกับการแก้เชือกที่ยุ่งเหยิง
        5. ปลาสะบัดหาง (หื่อเซี๊ยง) คือ ชีพจรของผู้ป่วยเมื่อวางนิ้ว มือลงไปทั้ง 3 นิ้วอย่างแผ่วๆ จะสัมผัสได้ว่า การเต้นของชีพจรนั้นลอย หัวชีพจรจะนิ่ง แต่ปลายชีพจรจะสะบัด เหมือนปลาที่กำลังว่ายน้ำอยู่ บนผิวน้ำ ส่วนหัว และตัวปลานิ่ง ส่วนหางสะบัด
        6. กุ้งว่ายน้ำ (แห่อิ๊ว) คือ ชีพจรของผู้ป่วยที่เต้นลอย และนานๆ มีการเต้นแบบดีดครั้งหนึ่ง เหมือนกับกุ้งว่ายน้ำ
        7. กระเพื่อม (หู่หุก) คือ ชีพจรของผู้ป่วยที่เต้นลอย เมื่อสัมผัส ดูคล้ายกับน้ำที่เต็มแก้วแล้วกระเพื่อมหกออกมา

        ชีพจรประหลาดทั้ง 7 ชนิดดังกล่าวมานี้ ผู้ที่สนใจวิชาแมะ ของ การแพทย์จีน ต้องศึกษาค้นคว้าให้เกิดความชำนาญ เพื่อป้องกันความผิด พลาดก่อนที่จะทำการบำบัดรักษาผู้ป่วย


                                 
อาจารย์ เกรียงไกร เถลิงพล ( ลี )