การหาจุดปักเข็มสำหรับรักษาโรค

 

        การหาจุดปักเข็มสำหรับรักษาโรค ต้องเข้าใจทฤษฎีขั้นพื้นฐาน
เกี่ยวกับเส้นทิศทางการหมุนเวียนของเส้น และการกระจายของจุดแต่ละจุด
ในเส้นนั้นๆ ก่อนที่จะทำการรักษาต้องวิเคราะห์อาการอย่งละเอียดรอบคอบ
ตรวจหาลักษณะอาการของอวัยวะใด หรือเส้นใดที่ผิดปกติ จึงทำการเลือก
จุดปักรักษา การแพทย์จีนในปัจจุบันได้ประสานความรู้ทางการแพทย์สมัย
ใหม่ กับสมัยเก่า เพื่อร่วมในการรักษา โดยได้นำเอาความรู้ทางสรีรวิทยา
และกายวิภาคศาสตร์เข้าร่วมในการรักษาด้วยกัน เช่น เมื่อเลือกจุดปักเข็ม
ตามการกระจายของจุดของเส้นแล้ว ยังได้ประสานกับความรู้เกี่ยวกับการ
กระจายของกระแสประสาทอีกด้วย

        การเลือกจุดสำหรับรักษา เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการรักษาโรค
ด้วยการปักเข็ม โดยทั่วไปได้มีการเลือกจุดดังนี้ เช่น เลือกจุดไกลที่เป็นทาง
ผ่านของเส้น เลือกจุดที่ใกล้เคียง เลือกจุดตามอาการ เลือกจุดเฉพาะโรค
เลือกจุดตามทฤษฎี และเลือกจุดตามการกระจายของเส้น และกระแสของ
ประสาท เป็นต้น

        การเลือกจุดไกลที่เป็นทางผ่าน คือ เส้นใด หรืออวัยวะใดที่เกี่ยวกับ
โรคนั้นๆ ก็ให้เลือกจุดที่ต่ำกกว่าข้อศอก หรือหรือข้อเข่าของเส้นทำการรักษา เช่น
เลือกจุด งั่วกวง (ไอว้กวน) SJ. 5 ในเส้นสามส่วน รักษาอาการปวดบริเวณขมับ
เลือกจุด หะกก (เหอกู่) LI. 4 ในเส้นลำไส้ใหญ่ เพื่อรักษาอาการต่างๆบริเวณบน
ใบหน้า เลือกจุด เอ่าโคย (โห้วซี) SI. 3 ในเส้นลำไส้เล็ก สำหรับรักษาอาการของ
โรคที่เกี่ยวกับกลางกระหม่อมศีรษะ เลือกจุก จ๊กซำลี้ (จู๋ซันหลี่) ST. 36 ในเส้น
กระเพาะอาหาร มารักษาอาการของโรคที่บริเวณท้อง จุด เอี่ยงเหล่งจั๊ว (หยาง
หลิงเฉวียน) GB. 34 ในเส้นถุงน้ำดี รักษาอาการโรคที่เกี่ยวกับใต้ลิ้นปี่ เป็นต้น

        การเลือกจุดเฉพาะ หรือจุดที่ใกล้เคียง คือ การเลือกจุดที่เกี่ยวข้อง
กับโรค หรือจุดที่อยู่ใกล้เคียงมารักษา เพราะอาการบางอย่างอาจจะไวต่อการ
ความรู้สึก เช่น อาการปวดฟัน และโรคเกี่ยวกับขากรรไกร เลือกจุด เกียบกือ
(เจี๋ยเชอ) ST. 6 หรือจุด เหี่ยกวง (เซี่ยกวน) ST. 7 ในเส้นกระอาหาร ในการรัก
ษา โรคเกี่ยวกับตา เลือกจุด เจ็งเม้ง (จิงหมิง) BL. 1 ในเส้นกระเพาะปัสสาวะ
จุด หมักเม้ง (มู่หมิง) EX-HN. 10 จุดพิเศษ บนศีรษะใบหน้า และก้านคอใน
การรักษา โรคเกี่ยวกับอวัยะบริเวณ อุ้งเชิงกรานเลือกจุด ตงเก๊ก (จุงจี๋) RN. 3
ในเส้นผ่าศูนย์กลางด้านหน้า คือ เส้นหยิ่มแม๊ะ หรือจุด ฉื่อเลี้ยว (ชื่อเหลียว)
BL. 32 ในเส้นกระเพาะปัสสาวะ ในการรักษา และโรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร
เลือกจุด เหนี่ยมึ้ง (เหลียงเหมิน) ST. 21 ในเส้นกระเพาะอาหาร หรือจุด ตงอ้วง
(จุงอวั่น) RN. 12 ในเส้นผ่าศูนย์กลางด้านหน้า คือ เส้นหยิ่มแม๊ะ ในการรักษา
เป็นต้น

        การเลือกจุดปักตามอาการ คือ การเลือกจุดที่มีคุณสมบัติ ได้บ่ง
บอกถึงขอบเขตการรักษาไว้ในตำรา เช่น จุด ตงฮู้ (จุงฝู่) LU.1 ในเส้นปอด ที่
ได้บ่งบอกสรรพคุณในการรักษาอาการ แน่นหน้าอก หืดหอบ ไอมีโลหิต รับ
ประทานอาหารไม่ได้ ร้อนๆหนาวๆ ใบหน้าบวม เป็นต้น

        การเลือกจุดตามทฤษฎี คือ การเลือกจุดใน แจ้ ย้ง ยู้ (ง้วง) เก็ง ฮะ
ตามทฤษฎีโหงวซู ที่ได้กำหนดจุดไว้ตามแขน และขา ในการปักรักษาตามธาตุ
ทั้ง 5 และการบำรุง หรือถ่ายตามอาการของอวัยวะภายในต่างๆ

        การเลือกจุดตามการกระจายของเส้น และระบบกระแสประสาท
คือ การเลือกจุดที่กระแสประสาท หรือประสาทไขสันหลังไปถึง เช่น จุด หั่วท้อ
เกียบจิ๊กฮวก (หัวถวอเจี๋ยจี่เสวีย) EX-B. 67 ที่อยู่ข้างกระดูกสันหลังส่วนอกข้อ
ที่ 1 ถึง ข้อที่ 5 ทั้งสองข้างเรียงรวมกันทั้งหมดมี 34 จุด ใช้ลนด้วยความร้อน
รักษาอาการ ผอมแห้ง ไอ หอบ โรคเรื้อรังทุกชนิด เป็นต้น

        1. การรักษาอาการไข้หวัดธรรมดา และไข้หวัดใหญ่ (Common
Cold and Influenza)

        ไข้หวัดธรรดาเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสอย่างฉับพลันที่ทาง
เดินหายใจ มักจะระบาดในช่วงฤดุฝน โดยทางละอองเสมหะจากการจาม หรือ
ไอ ครั่นเนื้อครั่นตัว มีไข้ต่ำ คัดจมูก ไอ หรือจาม น้ำมูก และเสมหะใส อาจมีการ
ติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย ทำให้เกิดสภาวะแทรกซ้อน เช่น ต่อมทอลซิลอักเสบ
หลอดลมอักเสบ เจ็บคอ โพรงจมูกอักเสบ ปอดบวม หูชั้นกลางอักเสบ เป็นต้น

        ไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ การติดเชื้อ และ
อาการทั่วไปคล้ายๆกับไข้หวัดธรรมดา แต่จะรุนแรงกว่า มีไข้สูงขึ้นอย่างเฉียบ
พลัน หนาวสั่นสะท้านเป็นพักๆ หรือตลอด มีไข้สูงแต่ชีพจรต่ำ ปวดหัวรุนแรง
ปวดเมื่อยตามตัว กระดูกและข้อ มีเสมหะมาก อ่อนเพลีย และถ้าหากปอดบวม
จะเจ็บในอก และหายใจหอบ หากมีไข้สูงจะเกิดอาหารขาดน้ำ
        ๐ จุดปักเข็มรักษา
        จุด ไต่จุย (ต้าจุย) DU. 14
        จุด ฮวงตี๊ (เฟิงฉือ) GB. 20
        จุด หะกก (เหอกู่) LI. 4
        ๐ จุดปักรักษาตามอาการ
        ปวดศีรษะ
        จุด ไท่เอี๊ยง (ไท่หยาง) EX-HN. 33 (จุดนี้อยู่ที่ขมับ)
        คัดจมูก
        จุด เหง่งเฮียง (อิ๋งเซียง) LI. 20
        มีไข้สูง
        จุด เค็กตี๊ (ชวีฉือ) LI. 11
        เหงื่อออกน้อย
        จุด ฮกหลิ่ว (ฟู่ลิว) KI. 7
        อาการ ไอ
        จุด เหลียกขิ (เหลเชวีย) LU. 7
        เจ็บคอ
        จุด เซี่ยวเซียง (เส้าซัง) LU. 11

        2. หลอดลมอักเสบ (Bronchitis)
        ลักษณะอาการ หลอดลมอักเสบ เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อ
ไวรัส หรือเกิดการระคายเคืองจากควันบุหรี่ ควันไฟต่างๆ และจากฝุ่นละออง
ทำให้เยื่อบุบวม มีเสมหะ น้ำเมือกมาก กล้ามเนื้อหลอดลมหดตัว ทำให้รูแคบ
ลงหายใจไม่สะดวก อักเสบเรื้อรังทำให้หลอดลมเข็งตัวไม่ยืดหยุ่น รูทางเดินหาย
ใจจะเล็บลีบลงอย่างถาวร อาจทำให้เกิดการอุดตันของหลอดลม และถุงลมโป่ง
พองจากการที่ลมออกลำบาก

        หลอดลมอักเสบเฉียบพลัน จะมีไข้ต่ำ ร่างกายทรุดโทรม ไอในเวลา
กลางคืน
        ๐ จุดปักเข็มรักษา
        จุด เชี๊ยะเจ็ก (ฉื่อเจ๋อ) LU. 5
        จุด เหลียกขิ (เหลเชวีย) LU. 7
        จุด หะกก (เหอกู่) LI. 4
        ๐ จุดปักรักษาตามอาการ
        มีไข้
        จุด ไต่จุย (ต้าจุย) DU. 14
        เจ็บคอ
        จุด เทียงย้ง (เทียนหยุง) SI. 17
        เสลดมาก
        จุด ฮงล้ง (เฟิงหลุง) ST. 40

        หลอดลมอักเสบเรื้อรัง จะมีอาการไอ มีเสมหะมาก และเหนียวข้น
มีอาการไอรุนแรงตอนตื่นนอน มักไม่มีไข้
        ๐ จุดปักเข็มรักษา
        จุด หุ้ยยู้ (เฟ่ยซู) BL. 13
        จุด ตงฮู้ (จุงฝู่) LU.1
        จุด เหลียกขิ (เหลเชวีย) LU. 7
        จุด เจี้ยไห้ (เจ้าไห่) KI. 6
        ๐ จุดปักรักษาตามอาการ
        ไอเป็นเลือด
        จุด กังไซ่ (เจียนสื่อ) PC. 5 จุด เจียงตง (ซันจุง) RN. 17
        เจ็บหน้าอก
        จุด ขงจ๋วย (ข่งจุ้ย) LU. 6
        เสลดมาก
        จุด ปี่ยู้ (ผีซู) BL. 20
        ท้องอืด
        จุด ตงอ้วง (จุงอวั่น) RN. 12

        3. โรคหืดหอบ (Bronchial Asthma)
        หืดหอบ เป็นอาการของโรคหลอดลมตีบเล็ก ที่มีปฏิกิริยาต่อสิ่ง
กระตุ้นต่างๆมากกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการหดเกร็งของหลอดลม มีเสมหะ
เหนียวข้นอุดตันทางเดินหายใจ อาจเกิดจากโรคภูมิแพ้ (Allergic Diseases)
เช่น แพ้ฝุ่นละออง ขนสัตว์ ละอองเกสร นุ่น อาหารต่างๆ และแพ้อากาศ เช่น
อากาศเย็น หรือร้อนในทันที อาจเกิดจากการติดเชื้อ เกิดจากสภาวะจิตใจ เกิด
จากสิ่งแปลกปลอมอยู่ภายใจ หรือหาสาเหตุของโรคไม่ได้ อาการจะเป็นมาก
หรือน้อยขึ้นอยู่กับการอุดตันของหลอดลมจากการหดตัว หรือจากเสมหะ ใน
บางรายอาจมีอาการเพียงแน่นหน้าอก ไอเล็กน้อย แต่บางรายอาจหายใจหอบ
อย่างรุนแรง ไอมาก เสมหะเหนียวข้น เวลาหายใจออก จะได้ยินเสียงในปอด
ดัง วื้ดๆ

        ๐ จุดปักเข็มรักษา
        จุด ถ่ำฉ้วง (ถันฉ่วน) EX-CA. 14 (จุดนี้อยู่ห่างจากหัวนมไปทาง
        ด้านสีข้าง 1 นิ้ว และอยู่เหนือวัดจากเต้านมขึ้นไป 3 นิ้ว)
        จุด เทียงตุ๊ก (เทียนถู) RN. 22
        จุด เจียงตง (ซันจุง) RN. 17
        จุด หุ้ยยู้ (เฟ่ยซู) BL. 13
        หมายเหตุ : ให้เพิ่มการลนความร้อนที่จุด หุ้ยยู้ ด้วย

        4. เป็นลมเพราะแดด (Heat Stroke)
        เป็นลมเพราะแดด เป็นอาการที่เกิดจากร่างกายถูกความร้อนจาก
แสงแดด หรือลมร้อนมากจนเกินไป ทำให้เกิดอาการเมื่อยล้า ปวดหัว วิงเวียน
ศีรษะ เหงื่อออกมากจนเกิดอาการเกร็ง อาจเกิดอาการช็อคหมดสติ ปวดกล้าม
เนื้อแขนขา และท้อง อาจทำให้ความดันขึ้นสูง มีไข้ และเพ้อด้วย
        ๐ จุดปักเข็มรักษา
        จุด ไต่จุย (ต้าจุย) DU. 14
        จุด เค็กตี๊ (ชวีฉือ) LI. 11
        จุด ไหล่กวง (เน่ยกวน) PC. 6
        ๐ อาการหนัก ปักเข็มเพิ่ม
        จุด จุ๋ยเกา (สุ่ยโกว) DU. 26
        จุด อย๋งจั๊ว (อย่งเฉวียน) KI. 1
        จุด จับซวง (สือเซวียน) EX-UE. 3 (จุดนี้อยู่ที่ปลายนิ้วมือทั้ง 5 นิ้ว
        มีข้างละ 5 จุด ใช้วิธีสะกิดให้เลือดออก)
        จุด อุ๋ยตง (อุ่ยจุง) BL. 40
        ๐ จุดปักรักษาตามอาการ
        อาการเกร็งของกล้ามเนื้อแขน
        จุด หะกก (เหอกู่) LI. 4
        จุด เค็กตี๊ (ชวีฉือ) LI. 11
        อาการเกร็งของกล้ามเนื้อขา
        จุด เอี่ยงเหล่งจั๊ว (หยางหลิงเฉวียน) GB. 34
        จุด เส่งซัว (เฉิงซัน) BL. 57
        จุด ไท่ชง (ไท่ชุง) LR.3

        5. ปวดเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร (Pain in Gastric Region)
        โรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง และเฉียบพลัน กระเพาะอาหาร
และส่วนต้นของลำไส้เล็กเป็นแผล กระเพาะอาหารหย่อนยาน และ แกสติค -
นิวโรซิส (Gastric neurosis) มักเป็นสาเหตุ ทำให้เกิดอาการปวดในบริเวณ
กระเพาะอาหาร

        กระเพาะอาหารเป็นแผล หรืออักเสบเฉียบพลัน และส่วนต้นของ
ลำไส้เล็กเป็นแผล จะมีอาการปวดบริเวณลิ้นปี่ ท้องอืด เรอเปรี้ยว แสบท้อง
และ เบื่ออาหาร มักเกิดในเด็ก และวัยกลางคน โรคกระเพาะอาหารเป็นแผล
มักเกิดอาการปวดหลังอาหารประมาณ 1 - 2 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นแผลที่บริเวณ
ส่วนต้นของลำไส้เล็ก จะปวดหลังอาหาร ประมาณ 2 - 4 ชั่วโมง และอาการ
จะหายไปหลังจากรับประทานอาหาร การตรวจวินิจฉัย หากกดแล้วมีอาการ
ปวดบริเวณส่วนกลางคล้อยมาทางด้านซ้ายของช่องท้องส่วนบน มักเกิดจาก
อาการของโรคกระเพาะอาหารเป็นแผล แต่ถ้าหากอาการปวดนั้นคล้อยมาทาง
ด้านซ้าย โดยมากมักเกิดจากลำไส้เล็กส่วนต้นเป็นแผล

        กระเพาะอาหารอักเสบเฉียบพลัน เกิดจากการติดเชื้อจากอาหาร
ที่รับประทานเข้าไปแล้วเกิดอาการ เช่น ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง
ปวดศีรษะ มีไข้ต่ำ และหนาวสั่น

        กระเพาะอาหารหย่อนยาน เกิดจากกระเพาะอาหารหย่อนลงมา
บริเวณใกล้ๆกับสะดือ ทำให้เกิดอาการ รับประทานอาหารได้น้อย เรอ และ
คลื่นไส้อาเจียน มักเกิดกับคนที่มีร่างกายผอม และบอบบาง

        แกสติค นิวโรซิส (Gastric neurosis) สาเหตุเกิดจากสภาวะจิตใจ
เช่น ความเครียด และความวิตกกังวล ทำให้มีอาการ แน่นหน้าอก จุกเสียด เรอ
แน่นท้อง ปวดท้อง ท้องร่วง และอาเจียนหลังรับประทานอาหาร ในการตรวจ
ร่างกายของผู้ป่วยมักไม่พบความผิดปกติใดๆ
        ๐ จุดปักเข็มรักษา
        จุด เจี่ยอ้วง (ซั่งอวั่น) RN. 13
        จุด ตงอ้วง (จุงอวั่น) RN. 12
        จุด เหี่ยอ้วง (เซี่ยอวั่น) RN. 10
        จุด เทียงคู (เทียนซู) ST. 25
        เหนี่ยมึ้ง (เหลียงเหมิน) ST. 21
        จ๊กซำลี้ (จู๋ซันหลี่) ST. 36
        ๐ จุดปักรักษาตามอาการ
        แกสติค นิวโรซิส
        จุด กัวยู้ (กันซู) BL. 18
        จุด ไท่ชง (ไท่ชุง) LR.3
        กระอาหารหย่อนยาน
        จุด ฮ๊วยมึ้ง (เสวี้ยเหมิน) EX-CA. 47 (จุดนี้อยู่ห่างจากจุดตงอ้วง
        ไปทางด้านข้างทั้ง 2 ข้างๆละ 3 นิ้ว)
        จุด คี่ไห้ (ชี่ไห่) RN. 6
        หมายเหตุ : ให้เพิ่มการลนความร้อนที่จุด คี่ไห้ ด้วย
        อาหารไม่ย่อย
        จุด จ๊กซำลี้ (จู๋ซันหลี่) ST. 36
        จุด ไหล่เท้ง (เน่ยถิง) ST. 44

        6. ตับอักเสบจากการติดเชื้อ (Infectious Hepatitis)
        โรคตับอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส สาเหตุเกิดจากอาหาร หรือ
น้ำดื่มที่ไม่สุกที่ได้รับประทานเข้าไป หรือเกิดจากเข็มฉีดยา หรือเข็มที่ใช้ปัก
ผู้ป่วยที่มีเชื้อในร่างกาย แล้วนำเข็มนั้นไปปักกับผู้อื่น เชื้อนี้จะมีระยะการ
ฝักตัว 2 ระยะ ดังนี้

        ระยะที่ 1 การฝักตัวจะในราวประมาณ 2 สัปดาห์ถึง 4 เดือน
อาการนี้จะมีไข้ประมาณ 38 - 39 เซลเซียส มีอาการปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน
เบื่ออาหาร ปวดท้อง มีอาการปวดบริเวณใต้ชายโครงขวา หรือลิ้นปี่ ท้องร่าง
อ่อนเพลีย ในบางรายอาจมีอาการคล้ายกับไข้หวัดใหญ่ มีอาการไข้ เจ็บคอ
ไอ มีน้ำมูก ปวดกล้ามเนื้อ แสบตา อาการเหล่านี้จะเป็นอยู่ประมาณ 3 - 7 วัน

        ระยะที่ 2 ระยะนี้จะมีอาการของดีซ่าน ตาเหลือง ตัวเหลือง อุจจาระ
มีสีซีด ปัสสาวะมีสีเข้มข้น มักมีอาการคันตามผิวหนัง และต่อมาอาการเหล่า
นี้จะค่อยๆลดลง แต่อาจจะมีผื่นขึ้นร่วมกับอาการดีซ่าน ท้องอืด ชีพจรเต้นช้า
อาการดีซ่านจะเป็นอยู่ประมาณ 2 - 3 สัปดาห์ และจะหายไปหมดภายใน
ประมาณ 45 - 60 วัน ตับจะโตตั้งแต่ระยะฟักตัว กดเจ็บใต้ชายโครงขวา
บางรายตับอาจโตขนาดฝ่ามือ ในเด็กอาจพบอาการม้ามโต เมื่ออาการดีซ่าน
ปรากฏตับจะค่อยๆยุบเล็กลงจนเป็นปกติ

        โรคตับอักเสบนี้อาจไม่มีโรคอื่นแทรกซ้อน จะไม่มีอาการรุนแรง
อะไรมาก และมักจะหายเองได้
        ๐ จุดปักเข็มรักษา ระยะที่ 1
        จุด กัวยู้ (กันซู) BL. 18
        จุด ต๋ายู้ (ตั่นซู) BL. 19
        จุด หยิกง้วย (ยื่อเอวี้ย) GB. 24
        จุด ขี่มึ้ง (ฉีเหมิน) LR. 14
        ๐ จุดปักเข็มรักษา ระยะที่ 2
        จุด ปี่ยู้ (ผีซู) BL. 20
        จุด อุ่ยยู้ (อุ้ยซู) BL. 21
        จุด ตงอ้วง (จุงอวั่น) RN. 12
        จุด เจียงมึ้ง (จังเหมิน) LR. 13
        ๐ จุดปักรักษาตามอาการ
        ดีซ่าน
        จุด จี้เอี๊ยง (จื้อหยาง) DU. 9
        จุด ต๋าหลั่งฮวก (ตั่นหนังเสวีย) EX-LE. 45 (จุดนี้อยู่ต่ำจาก
        จุดเอี่ยงเหล่งจั๊ว GB. 34 ในเส้นถุงน้ำดี ลงไปประมาณ 1 นิ้ว)
        ท้องอืด
        จุด เทียงคู (เทียนซู) ST. 25
        จุด ซำอิมเกา (ซันอินเจียว) SP. 6
        ปวดชายโครง
        จุด คิวฮือ (ชิวซวี) GB. 40
        จุด จีเกา (จือโกว) SJ. 6

        7. โรคหัวใจ (Cardiac Diseases)

        โรคหัวใจใจรูมาติค และหัวใจขาดเลือด

        โรคหัวใจรูมาติก (Rheumatic Heart Disease) เป็นโรคหัวใจที่
เกิดจากลิ้นหัวใจพิการ สาเหตุเกิดจากลิ้นหัวใจตีบ หรือรั่ว ซึ่งไม่ได้เป็นมา
แต่กำเนิด แต่มักพบในเด็ก โดยที่อาจไม่มีอาการชัดเจน มาตรวจพบโรคนี้
เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว โรคนี้เป็นโรคที่พบบ่อยที่สุดในประเทศไทย เด็กใน
วัยเรียนจะพบโรคหัวใจรูมาติกได้ประมาณ 0.35-1.4 คนต่อเด็ก 1,000 คน
และในผู้มีอายุมากกว่า 15 ปีพบได้ประมาณ 3 คนต่อ 1,000 คน ในผู้ใหญ่
ลักษณะที่พบ มักจะมีประวัติการอักเสบของลิ้นหัวใจในวัยเด็ก ส่วนใหญ่
พบในชุมชนแออัด และยากจน หรือในประเทศที่กำลังพัฒนา

        สาเหตุของโรค เริ่มต้นจากการติดเชื้อโรคคออักเสบ หรือเชื้อต่อม
ทอนซิลอักเสบ จากเชื้อโรคที่มีชื่อเรียกว่า เบต้าสเตรปโตคอคคัสกลุ่ม A
(Beta - hemolytic Streptococus Group A) ซึ่งติดต่อกันง่ายมากในชุมชน
แออัด ในโรงเรียน สถานเลี้ยงเด็ก หรือที่ๆมีผู้คนอยู่หนาแน่นไม่ถูกสุขลักษณะ
บางคนได้รับเชื้อนี้แล้ว เกิดอาการคออักเสบขึ้น เมื่อมีการรักษาอาการก็จะหายไป
แต่ในบางคนร่างกายมีการตอบสนองต่อการติดเชื้อนี้ผิดปกติ โดยร่างกายได้สร้าง
ภูมิต้านทานขึ้นมาทำลายเชื้อ แต่ภูมิต้านทานเหล่านี้กลับมาทำลายตนเอง ทำ
ให้เกิดอาการอักเสบของอวัยวะในหลายระบบต่างๆ เช่น อาการผิวหนังอักเสบ
(Erythema marginatum, Subcutaneous nodule) ระบบประสาทผิดปกติ
เกิดอาการชัก หรือมีอาการของร่างกายเคลื่อนไหวผิดปกติ (Chorea) ปวดตาม
ข้อหลายๆข้อ (Polyarthritis) หัวใจมีอาการอักเสบ (Carditis) เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ
ลิ้นหัวใจอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ทำให้ลิ้นหัวใจเกิดมีพังผืดเกาะยึดที่
บริเวณลิ้นหัวใจ (fibrosis) ทำให้ลิ้นหัวใจแข็งไม่โบกสะบัด เปิดปิดได้ไม่เต็มที่
หรือไม่สนิท ทำให้ลิ้นหัวใจตีบ หรือลิ้นหัวใจรั่ว หรือทั้งตีบและรั่วในขณะเดียวกัน
ซึ่งอาจจะเป็นลิ้นเดียว หรือหลายลิ้นพร้อมๆกันก็ได้ ผู้ป่วยที่ลิ้นหัวใจรั่ว หรือตีบ
จะมีอาการ ใจสั่น หายใจไม่ออก กระวนกระวาย โรคนี้อาจทำให้กระทบกระเทือน
ต่ออวัยวะส่วนอื่นได้

        โรคหัวใจขาดเลือด (Angina Pectoris) โรคนี้เกิดจากหลอดเลือด
หัวใจตีบตัน เป็นโรคที่พบบ่อยมากขึ้นเรื่อยๆในประเทศไทย โดยเฉพาะในขณะ
นี้พบว่า โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน เป็นสาเหตุที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตมากเป็น
อันดับสองรองจากการประสบอุบัติเหตุ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกๆ
ท่าน ควรจะรู้ และความเข้าใจถึงอาการต่างๆที่สำคัญของโรคนี้

        หัวใจเป็นอวัยวะที่ต้องทำงานหนักที่สุดอวัยวะหนึ่ง มีการเต้น การ
บีบตัวตั้งแต่แรกเกิดจนวินาทีสุดท้ายที่เราหมดลมหายใจ ดังนั้นหัวใจจึงต้อง
มีหลอดเลือดซึ่งทำหน้าที่นำเลือดจากหลอดเลือดใหญ่ ซึ่งประกอบด้วย สาร
อาหาร พลังงาน และ ออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ เพื่อให้หัวใจทำหน้าที่
สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆของร่างกายได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น
ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นกับหลอดเลือดที่เลี้ยงหัวใจ ไม่ว่าจะเป็นการตีบหรืออุดตัน
ของหลอดเลือด ก็จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจที่ถูกหล่อเลี้ยงโดยหลอดเลือดนั้น
ขาดเลือด หรือตายไป ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวได้ไม่ดี หัวใจไม่สามารถสูบ
ฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆได้เพียงพอ และอาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้

        โรคหัวใจขาดเลือด ทำให้มีอาการเจ็บ จุกแน่นบริเวณหน้าอกด้าน
ซ้าย และร้าวไปที่หัวไหล่ มีอาการหอบ เหนื่อย ใจสั่น อาการจะดีขึ้นเมื่อได้รับ
การพักผ่อน ในรายที่เป็นมากอาจถึงขั้นเป็นลมหมดสติ หรืออาจถึงแก่ชีวิต
อย่างฉับพลัน ในบางรายอาจมีอาการปวดแน่นที่ลิ้นปี่คล้ายอาหารไม่ย่อย
โดยที่ไม่มีอาการเจ็บหน้าอกเลยก็ได้ สำหรับจุดที่ใช้ในการปักเข็มรักษาโรค
หัวใจทั้งสองชนิดดังได้กล่าวมาข้างต้นนั้นเหมือนกัน
        ๐ จุดปักเข็มรักษา
        จุด เคียกอิมยู้ (เจวี๋ยอินซู) BL. 14
        จุด 15 ซิมยู้ (ซินซู) BL. 15
        จุด ไหล่กวง (เน่ยกวน) PC. 6
        จุด สิ่งมึ้ง (เสินเหมิน) HT. 7
        ๐ จุดปักรักษาตามอาการ
        ปวดหัวใจ
        จุด เจียงตง (ซันจุง) RN. 17
        จุด เคียกมึ้ง (ซีเหมิน) PC. 4
        หัวใจเต้นเร็ว
        จุด เคียกมึ้ง (ซีเหมิน) PC. 4
        หัวใจเต้นช้า
        จุด ทงลี่ (ทุงหลี่) HT. 5
        จุด สูเลี้ยว (สู้เหลียว) DU. 25
        ไอเป็นโลหิต
        จุด ขงจ๋วย (ข่งจุ้ย) LU. 6
        จุด เก๊ะยู้ (เก๋อซู) BL. 17
        ตับโต
        จุด กัวยู้ (กันซู) BL. 18
        จุด ไท่ชง (ไท่ชุง) LR.3
        ท้องอืด เจ็บหลัง
        จุด เสี่ยงยู้ (สั้นซู) BL. 23
        จุด ซำอิมเกา (ซันอินเจียว) SP. 6
        ปวดข้อ
        จุด ห่วงเถี่ยว (หวนเที่ยว) GB. 30
        จุด ตกผี่ (ตู๋ปี๋) ST. 35
        จุด จ๊กซำลี้ (จู๋ซันหลี่) ST. 36
        จุด ฮุ้ยเจ็ง (เสวียนจุง) GB. 39

        8.โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension)

        ทุกครั้งที่หัวใจบีบตัวเพื่อส่งเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของ
ร่างกาย จะทำให้เกิดแรงดัน หรือมีความดันขึ้นในหลอดเลือดต่าง ๆ
ความดันนี้เราเรียกว่า ความดันโลหิต ค่าความดันโลหิตจะประกอบ
ด้วยค่าสองค่าเสมอ คือ ค่าตัวบน และ ค่าตัวล่าง เช่นเมื่อวัดความดัน
ได้ร้อยยี่สิบกับแปดสิบ 120 คือ ค่าตัวบน และ 80 คือ ค่าตัวล่าง ซึ่ง
ทั้งสองค่านี้มีความสำคัญด้วยกันทั้งนั้น และควรจะต้องจดจำค่าทั้ง
สองที่วัดได้นี้ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการรักษาต่อเนื่อง ค่าของความดัน
โลหิตปกติได้มาจากค่าเฉลี่ยของคนปกติทั่วไป ฉะนั้นจึงไม่ต้องแปลก
ใจ ถ้าความดันโลหิตที่วัดได้เกิดแตกต่างไปจากค่าปกติไปบ้าง

        อย่างไรก็ตาม หากค่าความดันตัวบนวัดได้สูงกว่า 140
มิลลิเมตรปรอท หรือค่าตัวล่างวัดได้สูงกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท ก็
แสดงว่ามีความดันโลหิตสูงผิดปกติ เนื่องจากความดันโลหิตไม่ใช่
ค่าคงที่ มีขึ้นมีลงเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มีหลายภาวะที่กระตุ้น
ให้ความดันโลหิตสูงขึ้น เช่น ความเครียด ความกังวล ความตื่นเต้น
เป็นต้น ดังนั้น จึงควรวัดให้แน่นอนว่า ผู้ป่วยเป็นโรคความดันโลหิต
สูงจริง หรือไม่

        การวัดความดันโลหิตที่ดีที่สุดในปัจจุบัน คือ การวัดความ
ดันอย่างต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง แล้วจึงหาค่าเฉลี่ย
ความดันโลหิตสูง อาจแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

        1. พวกที่สาเหตุเกิดจากโรคไตอักเสบ เส้นเลือดแดงตีบ
และ พิษจากการตั้งครรภ์ เป็นต้น
        2. พวกที่หาสาเหตุไม่พบ ซึ่งผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ส่วน
มากมักจะเป็นชนิดนี้ ผู้ที่มักจะเป็นความดันโลหิตสูง คือ
        1. ผู้ป่วยที่สูงอายุ โดยเฉพาะอายุตั้งแต่ 40-50 ปีขึ้นไป
        2. มักพบในสตรีมากกว่าบุรุษ และมักพบบ่อย โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งสตรีที่หลังจากวัยหมดประจำเดือน
        3. พบมากในคนอ้วน แต่คนผอมก็พบบ้างเหมือนกัน
        4. อาจเกิดจากกรรมพันธุ์ ประมาณ 30 - 40 %
        5. ในผู้ที่มีอารมณ์รุนแรง เคร่งเครียด ตื่นเต้น ตกใจง่าย
ดีใจ หรือเสียใจง่าย

        ในผู้ที่มีอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว อาจจะกระตุ้น
ให้ความดันโลหิตสูงขึ้นชั่วคราวในตอนแรก แล้วจะค่อยๆลดลงเอง
แต่ถ้าเกิดบ่อยๆ และนานๆเข้า ความดันโลหิตก็จะสูงอย่างถาวรได้
ซึ่งถ้าสูงมากก็อาจเป็นอันตรายได้

        อาการของโรคความดันโลหิตสูง
        ผู้ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูงระยะเริ่มแรก ส่วนใหญ่จะ
ไม่มีอาการ อาจตรวจพบจากการตรวจสุขภาพประจำปี หรือเจ็บป่วย
ด้วยโรคอื่นแล้วแพทย์วัดความดันของโลหิต จึงพบว่าผิดปกติ สำหรับ
ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง จะมีอาการ มึนงง ตาพร่ามัว ปวดศีรษะตรง
ท้ายทอย มักจะปวดตอนตื่นนอน เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอก นอนไม่
หลับ อ่อนเพลีย บางรายอาจมีเลือดกำเดาไหล แต่หากเลือดกำเดา
ไหลบ่อย ๆ อาการดังกล่าวอาจเกิดจากโรคอื่นก็ได้ และที่สำคัญที่สุด
โรคความดันโลหิตสูงบางรายอาจไม่มีอาการใดๆเลยก็ได้ นอกจาก
ตรวจวัดด้วยเครื่องมือแพทย์จึงจะทราบ

        ฉะนั้นถ้าหากผู้ใดสงสัยว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง หรือ
ท่านที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป ควรตรวจวัดความดันโลหิตอย่างน้อย
ปีละ 1-2 ครั้ง

        การปักเข็ม เป็นวิธีการรักษาโรคความดันโลหิตสูงอย่างได้
ผล และสามารถรักษาร่วมกับการรักษาด้วยวิธีอื่นๆได้อีกด้วย ทั้งยัง
ช่วยลดการใช้ยาให้น้อยลง ซึ่งเป็นการลดความเสี่ยงจากผลข้างเคียง
ของยา และช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาอีกด้วย

        การรักษาด้วยการปักเข็ม ควรเลือกจุดที่อยู่บนเส้นไต ตับ
และกระเพาะปัสสาวะ ร่วมกับจุดรักษาตามอาการ ดังนี้

        ๐ จุดปักเข็มรักษา
        จุด ไท่โคย (ไท่ซี) KI. 3
        จุด เกี่ยกัง (สิงเจียน) LR. 2
        จุด ไท่ชง (ไท่ชุง) LR.3
        จุด เสี่ยงยู้ (สั้นซู) BL. 23
        จุด กัวยู้ (กันซู) BL. 18
        ๐ จุดปักรักษาตามอาการ
        ปวดศีรษะ และวิงเวียน
        จุด ฮวงตี๊ (เฟิงฉือ) GB. 20
        ท้องอืด และมีเสมหะมาก
        จุด ตงอ้วง (จุงอวั่น) RN. 12
        จุด ฮงล้ง (เฟิงหลุง) ST. 40
        อ่อนเพลีย
        จุด จ๊กซำลี้ (จู๋ซันหลี่) ST. 36
        จุด ซำอิมเกา (ซันอินเจียว) SP. 6

        9. ลำไส้อักเสบ และโรคบิด (Acute Enteritis and Dysentery)

        ลำไส้อักเสบ โดยมากมักเกิดจากการรับประทานอาหารที่ไม่
สะอาด อาหารเป็นพิษ ทำให้ลำไส้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือสารที่มี
พิษ อาการโดยทั่วไปได้แก่ ปวดท้อง จุกเสียด ท้องร่วง คลื่นไส้ อาเจียน
อุจจาระเป็นน้ำ และมีอาการไข้ ปวดศีรษะ และเจ็บที่บริเวณรอบๆสะดือ
เวลาถูกกด หากไม่ได้รับการรักษาทันที อาจทำให้ร่างกายขาดน้ำ

        ส่วนโรคบิดมี 2 ชนิด คือ บิดมีตัว เกิดจากเชื้อที่ชื่อ อะมีบิค
(Amoebic) และบิดไม่มีตัว เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ ชิเกลล่า (Shigella)
อาการของโรคบิด ก็คล้ายๆกับอาการของโรคลำไส้อักเสบ แต่จะมีอาการ
ปวดเบ่ง ถ่ายเป็นมูกเลือด หรือเมือก

        ๐ จุดปักเข็มรักษา
       จุด เทียงคู (เทียนซู) ST. 25
       จุด อิมเกา (อินเจียว) RN. 7
       จุด เจี่ยกื้อฮือ (ซั่งจวี้ซวี) ST. 37
       จุด ไต่กื้อ (ต้าจวี้) ST. 27
        ๐ จุดปักรักษาตามอาการ
       ปวดเบ่ง
       จุด เฉี่ยงเคี้ยง (ฉังเฉียง) DU. 1
       มีไข้สูง
       จุด ไต่จุย (ต้าจุย) DU. 14
       ปวดท้องเฉียบพลัน
       จุด เหนี่ยคิว (เหลียงชิว) ST. 34
       คลื่นไส้อาเจียน
       จุด ไหล่กวง (เน่ยกวน) PC. 6

        10. อัมพาตใบหน้า (Facial Paralysis)

        อัมพาตใบหน้าเกิดจากสาเหตุ 2 อย่าง คือ
        1. ประสาทใบหน้าอักเสบจากสาเหตุต่างๆ
        2. โรคของระบบประสาท หรือเนื้องอกในสมอง เป็นต้น

        อัมพาตใบหน้ามักจะมีการเป็นอัมพาตเฉพาะกล้ามเนื้อ
ข้างใดข้างหนึ่งของใบหน้า เช่น หลับตาไม่สนิท รอยย่นที่ใบหน้า หรือ
บริเวณข้างจมูกกับปากหายไป หรือปากเบี้ยวผิดปกติ ลิ้นอาจไม่รู้รส
เมื่อเป็นนานๆ กล้ามเนื้อที่ปากจะหดตัวทำให้ปากบิดย้อนกลับมาข้าง
ที่มีอาการ การรักษาด้วยการปักเข็ม ควรเลือกจุดที่ใกล้ และไกลตาม
ทางผ่านของเส้น และเสริมด้วยการรมยา

        ๐ จุดปักเข็มรักษา
        จุด หะกก (เหอกู่) LI. 4
        จุด เอี่ยงแป๊ะ (หยางไป๋) GB. 14
        จุด ซีเต๊กคง (ซือจู๋คง) SJ. 23
        จุด ซี่แป๊ะ (ซื่อไป๋) ST. 2
        จุด ตี่ชึง (ตี้ชัง) ST. 4
        ๐ จุดปักรักษาตามอาการ
        ริมฝีปากบนเบี้ยว
        จุด จุ๋ยเกา (สุ่ยโกว) DU. 26
        ริมฝีปากล่างเบี้ยว
        จุด เซ่งเจี่ย (เฉิงเจียง) RN. 24
        รอยย่นที่จมูก และมุมปากหายไป
        จุด เหง่งเฮียง (อิ๋งเซียง) LI. 20
        ปวดบริเวณกกหู
        จุด อื้อฮวง (อี้เฟิง) SJ. 17
        ห่วยจง (ฮุ่ยจง) SJ. 7

        11. ปวดประสาทใบหน้า (Trigeminal nerve Neuralgia)

        อาการปวดประสาทใบหน้า มักปวดที่ใบหน้าซีกใดซีกหนึ่ง
เป็นอาการที่สามารถพบได้บ่อยๆ เกิดจากเส้นประสาทที่มีชื่อเรียกว่า
Trigeminal nerve จึงมีชื่อเฉพาะว่า Trigeminal nerve neuralgia

        เส้นประสาท Trigeminal nerve เป็นเส้นประสาทคู่ที่ห้า
จากสมองที่มาเลี้ยงใบหน้า ประสาทคู่ที่ห้า นี้แยกเป็น 3 กิ่ง คือ หน้า
ผาก โหนกแก้ม และกร้าม ปวดประสาทใบหน้าเกิดจากหลากหลาย
สาเหตุ ที่พบบ่อยได้แก่ การติดเชื้อไวรัสที่เส้นประสาท Trigeminal
หรือบางทีก็ไม่ทราบสาเหตุเลยก็มี อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเกิดจาก
สาเหตุใด แนวทางการรักษาก็ไม่ค่อยแตกต่างกันนัก

        อาการปวดมีลักษณะกระตุกเหมือนไฟฟ้าช็อต แล้วจะมี
อาการปวดเสียวอย่างรุนแรงประมาณ 2 - 3 วินาที หรืออาจนานกว่า
นั้นก็ได้ และอาจเกิดได้หลายครั้งในแต่ละวัน อาการปวดเสียว ถ้าเป็น
มากๆ อาจชาไปเลยก็ได้ เวลาปวดบางคนจะปวดมากจนแทบจะทน
ไม่ได้เลยทีเดียว มักเกิดเวลาล้างหน้า แปรงฟัน รับประทานอาหาร หรือ
ดื่มน้ำ และมักเกิดในหญิงวัยกลางคนมากกว่าคนกลุ่มอื่น

        ๐ จุดปักเข็มรักษา
        ปวดประสาทที่หน้าผาก
        จุด เอี่ยงแป๊ะ (หยางไป๋) GB. 14
        จุด ไท่เอี๊ยง (ไท่หยาง) EX-HN. 33
        จุด จั่งเต็ก (จันจู๋) BL. 2
        จุด งั่วกวง (เว่ยกวน) SJ. 5
        ปวดประสาทที่โหนกแก้ม
        จุด หะกก (เหอกู่) LI. 4
        จุด จุด ซี่แป๊ะ (ซื่อไป๋) ST. 2
        จุด กื้อเลี้ยว (จวี้เหลียว) ST. 3
        จุด จุ๋ยเกา (สุ่ยโกว) DU. 26
        ปวดประสาทที่กราม
        จุด เหี่ยกวง (เซี่ยกวน) ST. 7
        จุด เกียบกือ (เจี๋ยเชอ) ST. 6
        จุด เซ่งเจี่ย (เฉิงเจียง) RN. 24
        จุด ไหล่เท้ง (เน่ยถิง) ST. 44

        12. อัมพาตครึ่งท่อน (Parplegia)

        อัมพาตครึ่งท่อน หมายถึง การที่กล้ามเนื้อขาทั้งสองไม่ทำงาน
และความรู้สึกของขาก็จะลดลงด้วย แต่ในขณะเดียวกัน ร่างกายท่อนบนก็
ยังคงแข็งแรง และสามารถใช้แขนทั้งสองข้างได้ตามปกติ อัมพาตครึ่งท่อนนี้
เป็นการอ่อนแรงหรือไม่มีแรงเพียงร่างกายครึ่งท่อนล่างเท่านั้น (อัมพาตครึ่ง
ท่อนบนไม่มี) ฉะนั้นขาทั้งสองข้างหรืออาจจะรวมถึงบริเวณลำตัวด้วยก็ได้
ที่จะอ่อนแรงไป สาเหตุที่เป็นเนื่องมาจากอุบัติเหตุที่เกิดกับกระดูกสันหลัง
โรคติดเชื้อ เนื้องอก เป็นต้น สาเหตุเหล่านี้จะไปทำให้ไขสันหลังถูกรบกวน
หรือถูกทำลาย ส่วนอาการจะมากหรือน้อยนั้น ก็ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เกิด
โรค ถ้าเกิดที่กระดูกสันหลังส่วนบนมากเท่าไหร่อาการก็จะมากตามไปด้วย
นอกจากกล้ามเนื้อขาทั้งสองจะไม่ทำงานแล้ว ความรู้สึกที่ขาก็จะลดลงด้วย
ระบบขับถ่ายก็จะเสียไป บางรายกลั้นอุจจาระ และปัสสาวะไม่ได้ อาการ
ในระยะแรกที่เห็นเด่นชัดคือ กล้ามเนื้อจะอ่อนปวกเปียกไม่มีกำลัง ระยะ
ต่อมาก็จะเป็นระยะเกร็งตัว ซึ่งถ้าหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีก็จะทำ
ให้เกิดความพิการขึ้นได้

        การรักษาด้วยการปักเข็ม อาจเลือกจุดตามเส้นทางผ่านของ
เส้นประสาท และอาจใช้กระตุ้นเข็มด้วยเครื่องกระตุ้นไฟฟ้า และเสริมด้วย
กายภาพบำบัดจะช่วยให้มีการไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น และช่วยให้กล้าม
เนื้อมีการฟื้นตัวขึ้นได้

        ๐ จุดปักเข็มรักษา
        จุด เอี่ยงเหล่งจั๊ว (หยางหลิงเฉวียน) GB. 34
        จุด อิมเหล่งจั๊ว (อินหลิงเฉวียน) SP. 9
        จุด ซำอิมเกา (ซันอินเจียว) SP. 6
        จุด ฮูเอี๊ยง (ฟูหยาง) BL. 59
        จุด ฮุ้ยเจ็ง (เสวียนจุง) GB. 39
        จุด จ๊กซำลี้ (จู๋ซันหลี่) ST. 36
        ๐ จุดปักรักษาตามอาการ
        กลั้นอุจจาระ และปัสสาวะไม่ได้
        จุด กวงง้วง (กวนเอวี๋ยน) RN. 4
        จุด ฉื่อเลี้ยว (ชื่อเหลียว) BL. 32
        จุด เตี๊ยกเปียง (จื้อเปียน) BL. 54

        13. โรคอัมพาตครึ่งซีก (Apoplexy)

        อาการอัมพาตครึ่งซีก หมายถึงการที่แขนด้านใดด้านหนึ่ง
ของร่างกาย เกิดหย่อนสมรรถภาพไม่สามารถทำงานได้ สาเหตุเนื่อง
มาจากสมองส่วนที่ควบคุมด้านนั้นเกิดการผิดปกติหรือพิการ โดยมี
สาเหตุมาจากความผิดปกติของการหมุนเวียนโลหิตในสมอง หลอด
โลหิตในสมองอุดตัน โรคของระบบประสาทส่วนกลาง กะโหลกศีรษะ
ถูกกระทบกระเทือนอย่างแรง โรคติดเชื้อ มะเร็งหรือเนื้องอกในสมอง
โรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน ซึ่งโรคเหล่านี้เป็นสาเหตุให้
สมองถูกทำลายโดยตรง หรืออาจเกิดแบบชั่วคราว ผู้มีอาการอัมพาต
ครึ่งซีก จะเริ่มมีอาการปวดศีรษะมาก เวียนหัว บางครั้งปวดศีรษะข้าง
เดียว ปวดเสียวแขนขา อ่อนเพลียทั้งแขนขา บางรายมีอาการลิ้นแข็ง
พูดไม่ชัด หรือพูดไม่ได้เลย ระบบขับถ่ายควบคุมไม่ได้ อาการต่าง ๆ
เหล่านี้ จะทำให้กล้ามเนื้อเกิดการเกร็งตัว ทำให้ขยับแขนขาได้ แต่มี
ลักษณะเกร็ง ไม่ใช่เกิดจากกลไกการทำงานของกล้ามเนื้อ ไหล่จะหุบ
ไปด้านหลัง แขนจะหนีบชิดลำตัว ข้อศอกงอขึ้น กระดูกเกร็งผิดปกติ
บางรายมีอาการเกร็งเฉพาะที่ แล้วแต่อาการที่เป็น กระดูกข้อมือ และ
นิ้วมือจะเกร็งเข้าหากัน ตะโพกเหยียดไปข้างหลัง ขาแบะออก ข้อเข่า
จะเหยียดตึง ซึ่งเรียกว่าความพิการของอัมพาตครึ่งซีกในระยะหดเกร็ง
การบำบัดรักษาด้วยการปักเข็ม เพื่อให้กล้ามเนื้อได้ถูกกระตุ้น จะช่วย
ให้โลหิตไหลเวียนดีขึ้น และอาจใช้การนวด การบริหารข้อต่อร่วมด้วย
อีกทางหนึ่ง เพื่อช่วยให้มีการเคลื่อนไหว และทำให้กล้ามเนื้อที่อ่อนแอ
นั้น เพิ่มความแข็งแรงขึ้น

        ๐ จุดปักเข็มรักษา
        ระยะเฉียบพลัน และเรื้อรัง
        จุด จุ๋ยเกา (สุ่ยโกว) DU. 26
        จุด ไท่ชง (ไท่ชุง) LR.3
        จุด ฮงล้ง (เฟิงหลุง) ST. 40
        จุด จับซวง (สือเซวียน) EX-UE. 3
        จุด เป๊ะหวย (ไป่ฮุ่ย) DU. 20
        จุด อย๋งจั๊ว (อย่งเฉวียน) KI. 1
        จุด กวงง้วง (กวนเอวี๋ยน) RN. 4 (ลนด้วยความร้อนด้วย)
        จุด สิ่งข่วย (เสินเชวี่ย) RN. 8 (ห้ามปัก ให้ลนด้วยความร้อน)
        อัมพาตที่แขน
        จุด เตี่ยช่วง (ติ้งฉ่วน) EX-B. 6 (จุดนี้อยู่ด้านข้างจุดไต่จุย
        ห่างออกไป 0.5 นิ้ว)
        จุด โกยง้อ (เจียนอวี๋) LI. 15
        จุด เค็กตี๊ (ชวีฉือ) LI. 11
        จุด งั่วกวง (เว่ยกวน) SJ. 5
        จุด หะกก (เหอกู่) LI. 4
        อัมพาตที่ขา
        จุด เสี่ยงยู้ (สั้นซู) BL. 23
        จุด ไต่ตึ่งยู้ (ต้าฉังซู) BL. 25
        จุด เอี่ยงเหล่งจั๊ว (หยางหลิงเฉวียน) GB. 34
        จุด ฮุ้ยเจ็ง (เสวียนจุง) GB. 39
        จุด โก๋ยโคย (เจ่ซี) ST. 41
        อัมพาตที่ใบหน้า
        จุด เหี่ยกวง (เซี่ยกวน) ST. 7
        จุด เกียบกือ (เจี๋ยเชอ) ST. 6
        จุด เซ่งเจี่ย (เฉิงเจียง) RN. 24
        พูดไม่ได้
        จุด เนี่ยมจั๊ว (เหลียนเฉวียน) RN. 23
        จุด แอ๋มึ้ง (เอียเหมิน) DU. 15
        จุด ทงลี่ (ทุงหลี่) HT. 5

        14. ประสาทตาเสื่อม (Atrophy of Optic nerve)

        ประสาทตาเสื่อม เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ประสิทธิภาพของ
สายตาลดลง หรือกระทั่งตาบอดสนิท เมื่อตรวจในตาจะปรากฏมีการ
เปลี่ยนแปลงของประสาทตา ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดจากการเปลี่ยนแปลง
ที่ปลายประสาทของตาที่อักเสบจากสาเหตุต่างๆ

        ๐ จุดปักเข็มรักษา
        จุด อิ๊งตึ๊ง (อิ้นถัง) EX-HN. 14
        จุด จั่งเต็ก (จันจู๋) BL. 2
        จุด เอี่ยงแป๊ะ (หยางไป๋) GB. 14
        ซีเต๊กคง (ซือจู๋คง) SJ. 23
        จุด เจ็งเม้ง (จิงหมิง) BL. 1
        จุด อื้อเม้ง (อี้หมิง) EX-HN. 43 (จุดนี้อยู่ด้านล่างหลังใบหู
        เหนือจุดอื้อฮวงในเส้นสามส่วนขึ้นไปทางศีรษะ 1 นิ้ว ตรงขอบล่างของ
        กระดูกกกหู)
        จุด ไท่เอี๊ยง (ไท่หยาง) EX-HN. 33
        จุด หื่อบ้วย (อวี๋เอว่ย) EX-HN. 30 (จุดนี้อยู่ที่ปลายหางตา)
        จุด เนียบยู้ (เน่หยู) EX-HN. 32 (จุดนี้อยู่ใต้ปลายหางคิ้วกับ
        ปลายหางตา)
        จุด ซี่แป๊ะ (ซื่อไป๋) ST. 2
        จุด กัวยู้ (กันซู) BL. 18
        เสี่ยงยู้ (สั้นซู) BL. 23


                                 
อาจารย์ เกรียงไกร เถลิงพล ( ลี )