การหายใจในศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวเฮอลีชวน

 

                                   
               การหายใจที่ถูกต้องเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในขณะที่ออกกำลังกายคนเราในขณะที่เราออกกำลังกายอย่างหนักกล้ามเนื้อจะใช้อ๊อกซิเจนมากกว่าที่หัวใจ และปอดจัดส่งไปชดเชยให้ได้ทัน จึงทำให้ระบบการหายใจในขณะออกกำลังจะถี่ และแรงกว่าปกติ เพื่อให้ร่างกายรับออกซิเจนมากขึ้นเพื่อไปชดเชยให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

               คนเราหายใจเอาอากาศเข้าออกจากปอด ประมาณ    วันละ 18,925 ลิตร การหายใจเอาอ๊อกซิเจนเพื่อนำไปเผาผลาญอาหารให้เกิดพลังงาน และขับคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ซึ่งเป็นของเสียทิ้งไป เมื่อเราหายใจเข้า ปอดจะรับเอาอ๊อกซิเจนซึ่งมีอยู่ในอากาศบริสุทธิ์ประมาณ20%  เข้าสู่ร่างกาย และขับเอา  คาร์บอนไดอ๊อกไซด์ทิ้งไปเมื่อเราหายใจออก แม้ว่าระบบการหายใจจะเป็นไปโดยอัตโนมัติ แต่เราก็สามารถฝึกเพื่อควบคุมการหายใจ เพื่อให้เราสามารถสูดเอาอากาศเข้าร่างกายได้มากขึ้นในระดับหนึ่ง โดยปกติความถี่ และความลึกของการหายใจขึ้นอยู่กับการใช้อ๊อกซิเจนของร่างกาย และการสะสมของ คาร์บอนไดอ๊อกไซด์ช้า หรือเร็วเพียงใด ขึ้นอยู่กับสภาวะการออกกำลังของร่างกายด้วย

                การฝึกศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ป้องกันตัวแขนงไหนในขณะที่กำลังฝึกอยู่นั้น ร่างกายเราต้องการอ๊อกซิเจนมากขึ้น เพื่อไปขับคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ออกจากร่างกาย จึงทำให้การหายใจถี่ และแรงขึ้น และบางครั้งจะรู้สึกว่าหายใจไม่ทัน แน่นหน้าอก อาการเช่นนี้ ทางการแพทย์แผนตะวันออก (แผนจีน)เชื่อว่าจะทำให้เกิดอันตรายต่ออวัยวะภายในได้ เรียกว่า ฉี้ชุงอู่จั้ง หมายถึง ทำให้เกิดอันตรายต่ออวัยวะภายในทั้งห้า คือ หัวใจ ตับ ปอด ม้าม และ ไต

                เพื่อไม่ให้อวัยวะภายในทั้งห้าได้รับอันตรายจากการออกกกำลังกาย เช่น จากการฝึกศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว การควบคุมการหายใจจึงจำเป็นอย่างยิ่ง โดยปกติคนเราทั่วไปจะหายใจเข้าแค่ระดับทรวงอกเท่านั้น สังเกตุจากขณะหายใจเข้าหน้าท้องจะยุบ แต่จะพองขึ้นที่บริเวณทรวงอก และหายใจออกหน้าท้องกลับพองขึ้นทรวงอกกลับยุบ ช่วงจังหวะในการหายใจสั้น เป็นสาเหตุ   ทำให้หายใจไม่ทันในขณะออกกำลังกาย หรือขณะที่กำลังฝึกศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว และทำให้อากาศที่เราหายใจเข้าไปอัดแน่นกระทบอวัยวะภายใน เพราะในเวลาที่คนเราออกแรงโดยเฉพาะการออกแรงมากๆจะต้องผ่อนลมหายใจออก ถ้าเราหายใจเข้าแค่บริเวณทรวงอก ช่วงของการผ่อนลมหายใจออกจะสั้น ทำให้ออกแรงได้ไม่เต็มที่ หรือบางคนอาจจะกลั้นการหายใจในขณะออกแรงเป็นสาเหตุทำให้ได้รับผลกระทบต่ออวัยวะภายใน หรือที่เราเรียกว่า ช้ำในนั้นเอง

               ฉะนั้นการหายใจที่ถูกต้อง คือ ขณะหายใจเข้าหน้าท้องต้องพองขึ้น ขณะหายใจออกหน้าท้องจะต้องยุบลง จะได้จังหวะการหายใจที่ยาวกว่า การหายใจเช่นนี้คล้ายๆกับเรากลืนลมหายใจเข้าไปในท้อง เป็นการหายใจให้ลึกลงไปถึงท้อง หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่า การหายใจด้วยท้อง ในการหายใจเช่นนี้เป็นส่วนหนึ่งในวิชา ฉี้กง แต่ในที่นี้ยังไม่ข้อกล่าวถึง จะกล่าวถึงแต่การหายใจที่จะนำมาใช้ในศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวเท่านั้น เพราะการหายใจนี้มีผลอย่างมากในการฝึกวิชาการต่อสู้ ตัวอย่างเช่น เราจะไม่สามารถชกหมัดออกไปอย่างรุนแรงได้ในขณะที่เราหายใจเข้า เว้นแต่จะจงใจ ถึงกระนั้นก็ไม่สามารถชกได้รุนแรงเหมือนการผ่อนลมหายใจออก

               ในศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว เฮอลีชวน การหายใจยังมีผลต่อการจู่โจมฝ่ายตรงข้ามอีกด้วย กล่าวคือ การสังเกตุการหายใจของฝ่ายตรงข้าม และเราจะจู่โจมในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามกำลังหายใจเข้า เพราะช่วงจังหวะที่ฝ่ายตรงข้ามกำลังหายใจเข้านั้น เมื่อถูกจู่โจมอย่างไม่รู้ตัว โอกาสที่ฝ่ายตรงข้ามจะป้องกันตัวเอง หรือโต้กลับ จะกระทำได้ลำบากขึ้น ถึงแม้ว่าจะโต้กลับได้ กำลังที่โต้กลับมาก็ไม่รุนแรงเท่าที่ควร

              วิธีการฝึกการหายใจเบื้องต้น ให้ยืน หรือนั่งขัดสมาธิก็ได้ แล้วหายใจเข้าช้าๆผ่านทางจมูก สูดลมหายใจอย่างช้าๆลงลึกจนถึงท้องให้ท้องพองขึ้น และให้กลั้นลมหายใจนั้นไว้ประมาณ 5-10 วินาที แล้วค่อยๆผ่อนลมหายใจออกมาทางปากอย่างช้าๆ และให้ท้องค่อยๆยุบลงจนสุด และให้เริ่มต้นใหม่อีก ฝึกทำเช่นนี้เป็นประจำๆทุกวัน จนกว่าจะเกิดความชำนาญ เพื่อนำไปใช้ในการฝึกศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว เฮอลีชวน อย่างถูกต้องต่อไป
 


                                    
อาจารย์ เกรียงไกร เถลิงพล ( ลี )