สมาธิ ในศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว เฮอลีชวน
 

 
                     
                 สังคมปัจจุบันเป็นสังคมของ วัตถุนิยม คนเราทุกคนล้วนแต่ดิ้นรนแสวงหาซึ่งความต้องการทางวัตถุมาก เพราะวัตถุเป็นสิ่งที่หลอกล่อจิตใจของคนเราให้เกิดความหลงใหลที่จะ      ไขว่คว้ามัน จึงเกิดการชิงดีชิงเด่นเพื่อให้ได้มันมาครอบครอง เมื่อไม่ได้มันมาจิตใจเราก็เกิดทุกข์ จิตใจรุ่มร้อนสับสนวุ่นวาย คนที่ร่ำรวยอยู่แล้วก็อยากจะรวยยิ่งขึ้น คนจนก็อยากจะร่ำรวยเหมือนคนอื่น บ้างก็หาเช้ากินค่ำ ชักหน้าไม่ถึงหลัง บ้างก็ร่ำรวยจนไม่รู้จะเอาทรัพย์สินไปเก็บไว้ที่ไหน

                 สภาวะปัจจุบันนั้น เศรษฐกิจ และ สังคม ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนเราเกิดความเครียด หรือที่เรียกว่าเกิดอาการทางประสาท ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสังคมที่ต้องแก่งแย่งชิงดี       ชิงเด่น เพื่อชื่อเสียงเกียรติยศในสังคม เพื่อให้ตนเองมีหน้ามีตาสังคมยอมรับยกย่องสรรเสริญ เศรษฐกิจที่รัดตัวทำให้ต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความอยู่รอด ตลอดจนความคับแคบแออัดของสังคมจะไปไหนมาไหนการจราจรก็ติดขัด ที่กล่าวมานี้ล้วนเป็นส่วนที่ทำให้คนเราสมัยนี้มีแต่ความเครียด ขาดสมาธิ มีจิตใจ   เร่าร้อนกว่าคนสมัยก่อน ฉะนั้นหนทางที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้ทุกคนมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นได้นั้น คือ การฝึกสมาธิ

                 การฝึกสมาธินั้น เพื่อนำจิตที่ว่างมาพินิจพิจารณาสิ่งที่เรากำลังทำอยู่อย่างมีปัญญา หรือจะพูดอีกนัยหนึ่ง คือ เมื่อจิตมีสมาธิแล้วก็จะเกิดปัญญา ในตัวของคนเรานั้นมีองค์ประกอบอยู่ 3 อย่าง คือ กาย วิญญาณ และจิต กายก็คือ กายเนื้อซึ่งเปรียบเหมือนบ้านของเรา สิ่งที่อาศัยอยู่ในกายเนื้อนี้ คือ วิญญาณโดยมีจิตเป็นตัวควบคุมวิญญาณ บางคนกล่าวว่า วิญญาณกับจิตคือสิ่งเดียวกันอันที่จริง วิญญาณก็คือวิญญาณ จิตก็คือจิต มันคนละส่วนกัน จะเห็นได้ว่า คนวิกลจริต ขณะกำลังอาละวาดอยู่นั้น เป็นการกระทำของวิญญาณที่ขาดจิตเข้ามาควบคุมนั้นเอง ในที่นี้จะขอกล่าวถึงสมาธิจิตในศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวเท่านั้น

                วิชาศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว เฮอลีชวน ผู้ฝึกจะต้องฝึกสมาธิควบคู่กันไปเพื่อให้สามารถนำพลังต่างๆดังที่ได้กล่าวมาในศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว เฮอลีชวน มาใช้อย่างได้ผล เพราะพลังต่างๆต้องใช้สมาธิในการกำหนด และควบคุมการใช้ จะเห็นได้ว่าพลังต่างๆนั้นมีอยู่ในตัวของคนทุกคน หากแต่ว่าจะมีสมาธิพอที่จะนำออกมาใช้ได้หรือไม่เท่านั้น ในศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว       เฮอลีชวน ได้กล่าวไว้ว่า คนเรานั้นมีพลังอยู่ 7อย่าง คือ

     1. พลังอิ้งลี่ (Normal power)
คือ พลังธรรมดาจากกายเนื้อ
     2. พลังอี้ลี่ (Mind power)
คือ พลังจากการรวบรวมสมาธิ
     3. พลังเฉินลี่ (Gravity power)
คือ พลังโน้มถ่วงจากแรงดึงดูด
     4. พลังถันลี่ (Rebound power)
คือ พลังสะท้อนจากการตอบสนอง
     5. พลังฉี้ลี่ (Respiration power)
คือ พลังจากวิญญาณ
     6. พลังไต้ลี่ (Inducement power)
คือ พลังจากการเหนี่ยวนำ
     7. พลังเสวียนลี่ (Velocity power)
คือ พลังจากการเคลื่อนไหว

               พลังที่กล่าวมาทั้ง 7 อย่างนี้ หากคนเรายังมีชีวิตอยู่พลังทั้ง 7 ก็จะมีอยู่ แต่ถ้าหากตายไปแล้ว จะเหลือพลังอยู่เพียง 2 อย่างเท่านั้น คือ พลังถันลี่ และ เฉินลี่ การที่กล่าวมาเช่นนี้ เพราะว่า คนที่ตายไปแล้ว หากเราเอาวัตถุใดๆ เช่น ท่อนไม้ ไปตีลงบนตัวของคนตาย พลังจากมวลของตัวคนตายยังสามารถสะท้อนกลับมาที่ไม้นั้นได้ และหากเรายกศพนั้นขึ้น ศพนั้นยังมีน้ำหนักจากแรงดึงดูดของโลก แต่พลังอีก 5 อย่าง ที่คนตายไปแล้วไม่มี คือ พลังอิ้งลี่ อี้ลี่ ฉี้ลี่ ไต้ลี่ และ พลังเสวียนลี่ เพราะว่า คนตายไม่สามารถใช้พลังธรรมดาเหมือนตอนยังมีชีวิตอยู่ได้ ไม่สามารถที่จะใช้พลังจากสมาธิได้ ไม่มีวิญญาณในตัวของคนตายจึงไม่สามารถใช้พลังจากวิญญาณได้ คนตายไม่สามารถที่จะเคลื่อนไหวเองได้ จึงไม่สามารถใช้พลังจากการเหนี่ยวนำ และ พลังจากการเคลื่อนไหวด้วยอัตราความเร็วได้เอง

               นักปรัชญาจีนเชื่อว่า แต่เดิมนั้นจักรวาลอยู่ในสภาวะ     ว่างเปล่า (อู๋จี๋ Ou Chi) และต่อมาธรรมชาติได้สร้างสรรพสิ่งขึ้นมาในจักรวาลมากมายจนเกิดสภาะ (ไท่จี๋ Tai Chi) คนเราเมื่อแรกเกิดมาจิตนั้นยังบริสุทธิ์ ไม่มีอะไรจากสิ่งแวดล้อมภายนอกเข้ามาเจือปน เรียกว่าจิตอยู่ในสภาวะ อู๋จี๋ ต่อมาจิตที่บริสุทธิ์ก็เริ่มมีสิ่งต่างๆทั้งดี และไม่ดีเข้ามาให้จิตได้สัมผัสจนเกิดเป็นกิเลสเกาะติดอยู่ในจิตมากมายจนสับสนวุ่นวายเรียกว่า จิตอยู่ในสภาวะ ไท่จี๋

               ฉะนั้นการฝึกสมาธิเพื่อให้จิตนั้นสามารถกลับไปสู่สภาวะ อู๋จี๋ คือจิตว่าง เพื่อให้จิตมีพื้นที่ๆจะใช้สมาธิกำหนดเอาสิ่งที่ต้องการเข้ามาไว้ในจิตที่ว่างเพื่อรอการควบคุมการใช้ต่อไป ในศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว เฮอลีชวน หากจิตมีสมาธิอยู่ในสภาวะ อู๋จี๋ คือจิตนั้นมีพื้นที่ว่างเพื่อให้สามารถใช้สมาธิรวบรวมเอาพลังทั้ง 7 เข้ามาเก็บไว้ในจิต เรียกว่า สภาวะไท่จี๋ เมื่อสภาวะของจิตนั้นเต็มไปด้วยพลังทั้ง 7 และใช้สมาธิจิตเพื่อควบคุมการใช้พลังทั้ง7  ออกไปใเวลาเดียวกันอย่างทันทีทันใด เรียกว่าการใช้พลังจากสภาวะ ไท่จี๋ เปรียบเหมือนกับน้ำที่ถูกเทออกจากถัง น้ำนั้นจะมีพลังหรือน้ำหนักมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำในถังนั้น พลังทั้ง 7 ในศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว เฮอลีชวน ก็เช่นเดียวกัน ขึ้นอยู่กับการรวบรวมสมาธิ เพื่อจินตนาการพลังทั้ง 7 นำเข้ามาเก็บไว้ และพลังแต่ละอย่างจะมีพลังมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่ที่สมาธิจิตที่จะกำหนดสร้างพลังนั้นขึ้นมา จากการที่สมาธิจิตอยู่ในสภาวะว่างเปล่า อู๋จี๋ มาสู่สภาวะที่เต็มไปด้วยพลัง ไท่จี๋ และพลังได้ถูกกำหนดใช้ออกไปทั้งหมดในเวลาเดียวกัน คือการกลับสู่สภาวะ อู๋จี๋ ปรากฏการณ์เช่นนี้ เรียกว่า วัฏจักรของหยิน หยาง แต่เป็นปรากฏการณ์ที่จิตเรากำหนดขึ้นเอง

 
 
 

 
                                       

                                         ภาพแผนภูมิ
                   
              วิธีการฝึกสมาธิจิต เริ่มต้นควรจะฝึกโดยวิธีนั่งสมาธิ ความจริงแล้วการฝึกสมาธิไม่จำเป็นที่จะต้องนั่งฝึกเสมอไป การเดิน ยืน นอน นั่ง ก็สามารถฝึกได้ แต่การฝึกสมาธิด้วยวิธีการนั่ง เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด โดยฝึกตามขั้นตอนดังนี้

               1. นั่งท่าขัดสมาธิ ในท่าที่สบาย ตัวตรงแต่ไม่เกร็ง หน้าหันตรงไปข้างหน้าในระดับสายตา
               2. เอามือขวาทับบนมือซ้าย ให้หัวแม่มือจรดกัน ว่างบนหน้าตักบริเวณท้องน้อย หรือจะเอามือทั้งสองข้างว่างบนหัวเข่าในท่าคว่ำมือก็ได้
               3. หลับตา ปล่อยหนังตาให้สบายๆ ไม่ขมวดหัวคิ้ว
               4. กำหนดลมหายใจเข้าออกผ่านความรู้สึกที่ปลายจมูก
               5. หายใจเข้าอย่างช้าๆ สูดลมหายใจให้ลึกลงถึงหน้าท้อง ให้หน้าท้องพองขึ้น จนสุดลมหายใจเข้า
               6. เมื่อสุดลมหายใจเข้าแล้ว ให้กลั้นลมหายใจไว้ที่ท้อง ประมาณ 2-3 วินาที เพื่อให้ กำหนดความรู้สึกที่ท้องน้อยต่ำกว่าสะดือประมาณ 1.3 นิ้วไม้บรรทัด
               7. ค่อยๆผ่อนลมหายใจออกช้าๆ ให้ลมหายใจสัมผัสที่ปลายจมูก ขณะที่ผ่อนลมหายใจออกให้ท้องค่อยๆยุบลงจนสุดลมหายใจออก
               8. เมื่อสุดลมหายใจออกแล้ว ให้กลั้นหยุดการหายใจประมาณ 2-3 วินาที กำหนด ความ รู้สึกที่ท้อง น้อยต่ำกว่าสะดือประมาณ 1.3 นิ้วไม้บรรทัด

               เมื่อการฝึกสมาธิตามวิธีดังกล่าวนี้ จนสามารถควบคุมให้จิตอยู่ในสภาวะว่างเปล่า อู๋จี๋ ได้แล้ว ต่อไปก็ให้เริ่มต้นฝึกเคลื่อนจิตตามวิถีของจิต เพื่อพิจารณาหยั่งรู้ถึงสรรพสิ่งที่อยู่รอบๆตัวเรา เริ่มต้นให้ลองพิจารณาย้อนเหตุการณ์ต่างๆที่ได้เกิดขึ้นเมื่อตอนเป็นเด็กจนถึงปัจจุบันว่า มีอะไรที่เป็นแก่นสารหรือไม่ มีอะไรที่จริงจัง หรือ จิรังยั่งยืนหรือไม่ ถ้าพิจารณาจนสามารถหยั่งรู้ หรือพบสิ่งที่จิตต้องการจริงๆนั้น คือ การพบสัจจะธรรม

                การใช้จิตที่เป็นสมาธิ มาใช้ในศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว เฮอลีชวน นั้น ควรเริ่มต้นจากการเคลื่อนจิตมโนภาพไปกับลมหายใจเข้าออก ให้กำหนดมโนภาพของลมหายใจนั้นคล้ายกับพลังที่วิ่งอยู่ในตัวเรา และฝึกควบคุมให้เคลื่อนไปตามส่วนต่างๆของร่างกาย เมื่อฝึกฝนจนเกิดความชำนาญแล้ว ขั้นต่อไปให้กำหนดมโนภาพของพลังต่างๆในศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว เฮอลีชวน เช่น การกำหนดมโนภาพของพลัง ฉี้ลี่ คือ พลังลมปราณ หรือ พลังแฝง ซึ่งเป็นพลังของวิญญาณ โดยนึกถึงลักษณะของพลังในขณะที่โกรธ หรือ ขณะที่กำลังตกใจสุดขีด และจำลักษณะของพลังนี้ไว้ แล้วให้กำหนดมโนภาพของพลังฉี้ลี่ นี้ไว้ ให้ฝึกฝนเช่นนี่จนเกิดความชำนาญในการใช้สมาธิจิตสร้างมโนภาพ และไม่ใช่สร้างแต่พลัง ฉี้ลี่ อย่างเดียว พลังทุกอย่างดังกล่าวมาข้างต้น จะต้องผ่านการฝึกฝนการสร้างมโนภาพทั้งสิ้น ตัวอย่างเช่น เมื่อจะใช้พลังแรงโน้มถ่วง เฉินลี่ ให้ใช้สมาธิจิตนึกมโนภาพของน้ำที่ตกลงมาจากที่สูง หรือพลังน้ำที่กำลังไหลเชี่ยว หรือ เมื่อต้องการใช้พลังสะท้อน ก็ใช้สมาธินึกมโนภาพถึงลักษณะของพลังการสะท้อนกลับของวัตถุใดก็ได้ เช่น การสะท้อนกลับของยางรถยนต์ที่ถูกตีด้วยกระบอง เป็นต้น

                เมื่อสมาธิจิตแน่วแน่ และ มีความชำนาญในการกำหนดมโนภาพแล้ว ยัสามารถใช้สมาธิในการกำหนดท่าร่ายรำของมวยชุดที่เราได้ฝึกฝนมา โดยที่เราไม่จำเป็นต้องขึ้นมาร่ายรำ เพียงแต่กำหนดมโนภาพเป็นท่าๆอย่างต่อเนื่องจนจบชุด เพื่อให้เกิดความชำนาญในศิลปะมวยชุดนั้นๆ สิ่งสำคัญในการกำหนดสมาธิอีกอย่างหนึ่ง คือการกำหนดระยะเป้าหมาย กล่าวคือ การกำหนดมโนภาพของพลังต่างๆแล้ว เมื่อจะส่งพลังนั้นออกไปจิต  จะต้องกำหนดให้พลังนั้นเลยระยะของเป้าหมาย เช่น เมื่อเราจะต่อยหมัดออกไปที่เป้าหมาย เราจะต้องใช้จิกำหนดระยะของพลังให้เลยเป้านั้นออกไป และสมาธิจิตนั้นจะต้องกำหนดให้หมัดที่ต่อยออกไปนั้นมุ่งสู่เป้าหมายที่จิตกำหนด คือสมาธิจิตมีความมุ่งมั่นที่จะต่อยผ่านเป้าหมายจริงทะลุทะลวงสู่เป้าหมายที่จิตกำหนด ความรุนแรงมากน้อยขึ้นอยู่ระยะทางที่จิตกำหนดขึ้น

               การฝึกฝนสมาธิจิต หากฝึกฝนจนเกิดความชำนาญแล้ว นอกจากการใช้พลังสมาธิจิตในการต่อสู้ป้องกันตัวแล้ว ยังใช้พลังจากสมาธิจิตในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย
 


                                  
อาจารย์ เกรียงไกร เถลิงพล ( ลี )